โครงสร้างพื้นฐานและการรับรู้ข้อมูล (Infrastructure & Perception Layer)

IoT คืออะไร ?

IoT ย่อมาจากคำว่า Internet of Things ถ้าแปลตรงตัวคือ “อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง” แต่ความหมายจริงๆ ของมันสนุกกว่านั้นมาก

ให้นักศึกษาลองจินตนาการว่า ปกติแล้วสิ่งของรอบตัวเรา (Things) เช่น หลอดไฟ พัดลม ปั๊มน้ำ หรือแปลงผัก มันเป็นสิ่งไม่มีชีวิตที่ “พูดไม่ได้” และ “คิดเองไม่เป็น” เราต้องเดินไปกดสวิตช์หรือลงมือทำด้วยตัวเองมันถึงจะทำงาน

แต่จะเกิดอะไรขึ้น… ถ้าเราจับสิ่งของธรรมดาๆ พวกนี้ มาติด “สมองกล” และเชื่อมต่อ Wi-Fi ให้มัน

สิ่งของเหล่านั้นจะตื่นขึ้นมา “คุยกันเองได้” และ “รายงานสถานะให้เรารู้ได้” ทันที นี่แหละคือหัวใจของ IoT

💡 ตัวอย่าง IoT ในชีวิตจริงที่เราพบบ่อย

  • Smart Farm (ฟาร์มอัจฉริยะ) เซนเซอร์ตรวจจับได้ว่าดินในแปลงผักแห้งเกินไป ระบบจึงสั่งเปิดปั๊มน้ำอัตโนมัติ
  • Smart Home (บ้านอัจฉริยะ) นักศึกษาออกมาจากบ้านแล้วเพิ่งนึกได้ว่าลืมปิดแอร์ ก็แค่หยิบมือถือขึ้นมากดปิดแอร์ผ่านแอปพลิเคชันได้เลย
  • Smart Band (นาฬิกาสุขภาพ) นาฬิกาที่ใส่อยู่คอยวัดอัตราการเต้นของหัวใจ แล้วส่งข้อมูลไปเก็บในมือถือ เพื่อวิเคราะห์สุขภาพของเรา

🎯 สรุปสั้นๆ IoT คือการทำให้ “สิ่งของธรรมดา” กลายเป็น “ของฉลาด” โดยจับมันเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เรารับรู้ข้อมูลและสั่งงานมันได้จากทุกที่บนโลก ช่วยลดภาระและทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายขึ้นนั่นเอง


3 โครงสร้างหลักของระบบ IoT (3-Layer Architecture)

ก่อนที่เราจะเริ่มจับสายไฟหรือเขียนโค้ดลงบอร์ด สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องเห็นภาพรวมก่อนว่าระบบ IoT ที่เรากำลังจะสร้างนั้น ประกอบด้วยชิ้นส่วนอะไรบ้าง และมันคุยกันอย่างไร

ให้นึกภาพว่าระบบ IoT ทำงานประสานกันเหมือน “ร่างกายมนุษย์” ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้

1. Perception Layer (ชั้นรับรู้ข้อมูล) 🦾

  • เปรียบเสมือน อวัยวะรับสัมผัส และกล้ามเนื้อของร่างกาย
  • หน้าที่หลัก คอยดักจับข้อมูลจากสภาพแวดล้อมรอบตัว และลงมือทำงานตามคำสั่ง
  • อุปกรณ์ในงานจริง
    • ฝ่ายรับรู้ เซนเซอร์วัดความชื้นในดิน เซนเซอร์วัดอุณหภูมิ เซนเซอร์รับแสง
    • ฝ่ายลงมือทำ รีเลย์ (Relay) ปั๊มน้ำ พัดลมระบายอากาศ

2. Network Layer (ชั้นเครือข่ายสื่อสาร) ⚡

  • เปรียบเสมือน ระบบเส้นประสาทที่คอยวิ่งส่งสัญญาณไปทั่วร่างกาย
  • หน้าที่หลัก เป็นสะพานเชื่อม ส่งต่อข้อมูลจากเซนเซอร์ไปหาหน้าจอ และรับคำสั่งจากหน้าจอส่งกลับมาที่อุปกรณ์ควบคุม
  • อุปกรณ์ในงานจริง ตัวบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ เช่น บอร์ด ESP32 สัญญาณ Wi-Fi Bluetooth หรือสาย LAN ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งข้อมูลขึ้นอินเทอร์เน็ต

3. Application Layer (ชั้นประยุกต์ใช้งาน) 🧠

  • เปรียบเสมือน สมองที่ใช้สั่งการ และหน้าจอที่ให้เราสื่อสารกับระบบได้
  • หน้าที่หลัก นำข้อมูลที่ได้มาแสดงผลให้มนุษย์เข้าใจง่ายๆ และเป็นศูนย์กลางให้เรากดปุ่มสั่งงานระบบทั้งหมด
  • อุปกรณ์ในงานจริง แอปพลิเคชันบนมือถือ หน้า Dashboard สรุปข้อมูล

💡 ตัวอย่างขั้นตอนการทำงาน เซนเซอร์อ่านค่าความชื้นดิน (Layer 1) ➡️ ส่งข้อมูลผ่าน Wi-Fi ของบอร์ด (Layer 2) ➡️ ไปโชว์กราฟบนแอปมือถือ (Layer 3)


ทำความรู้จัก บอร์ด ESP32

พระเอกที่จะมาทำหน้าที่เป็นสมองคอยสั่งการระบบทั้งหมดของเราก็คือ ไมโครคอนโทรลเลอร์ (Microcontroller)

ทำไมสายไอทีและนักพัฒนา IoT ทั่วโลกถึงยกให้ ESP32 เป็นบอร์ดลูกรัก เหตุผลสั้นๆ คือ “มันแรงและครบเครื่องจบในตัวเดียว” ลองมาดูจุดเด่นกัน

  • 🚀 มีสมอง 2 ก้อน (Dual Core) บอร์ดตัวนี้สามารถประมวลผลการทำงานแบบคู่ขนานกันได้ ทำให้คิดเลขหรือประมวลผลข้อมูลหลายๆ อย่างพร้อมกันได้แบบไม่หน่วง
  • 🌐 มี Wi-Fi & Bluetooth ในตัว สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งข้อมูลขึ้น Cloud หรือแอปพลิเคชันได้ทันที โดยที่เราไม่ต้องซื้อโมดูลแยกมาต่อเพิ่มให้วุ่นวาย
  • 🔋 ประหยัดพลังงาน (Low Power) ตัวบอร์ดกินไฟน้อยมาก และยังมีฟังก์ชัน “หลับลึก” (Deep Sleep) หรือการจำศีลเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ ซึ่งตอบโจทย์มากสำหรับงานสมาร์ทฟาร์มที่ต้องไปตั้งอยู่กลางแดดและใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์

⚠️ กฎเหล็กของ ESP32

บอร์ด ESP32 ถูกออกแบบมาให้ทำงานและรับสัญญาณไฟที่ 3.3V เท่านั้น

ข้อควรระวัง หากนักศึกษาเอาเซนเซอร์บางชนิดที่ส่งสัญญาณไฟ 5V มาเสียบเข้าที่ขา Input ของ ESP32 โดยตรง (โดยไม่ผ่านวงจรลดแรงดันไฟ) สมองกลของเราอาจจะช็อตและลาโลกได้ทันที ดังนั้น ก่อนต่อสายไฟทุกครั้ง ต้องเช็กสเปกของเซนเซอร์ให้ชัวร์ก่อนเสมอ


เตรียมความพร้อมก่อนเริ่มเขียนโค้ด

ขั้นตอนที่ 1 ติดตั้งโปรแกรม Arduino IDE

  1. ไปที่เว็บไซต์ทางการ arduino.cc
  2. เลือกดาวน์โหลดเวอร์ชันล่าสุด แล้วทำการ Install ลงเครื่องตามปกติเหมือนลงโปรแกรมทั่วไป

ขั้นตอนที่ 2 ติดตั้ง Driver สำหรับสื่อสารกับบอร์ด

คอมพิวเตอร์จะคุยกับบอร์ด ESP32 ผ่านสาย USB ได้ ต้องมี Driver ก่อน ซึ่งบอร์ดส่วนใหญ่ในท้องตลาดจะใช้ชิปสื่อสารอยู่ 2 ยี่ห้อ

  1. ชิป CP2102 (Silicon Labs) ส่วนใหญ่บอร์ดจะมีชิปตัวสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็ก ๆ
    1. ดาวน์โหลด CP210x Driver
  2. ชิป CH340 (QinHeng) บอร์ดรุ่นประหยัดมักใช้ชิปตัวสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยาว
    1. ดาวน์โหลด CH340 Driver

ขั้นตอนที่ 3 การเพิ่มบอร์ด ESP32 ลงใน Arduino IDE

โปรแกรมเริ่มต้นจะยังไม่รู้จักบอร์ด ESP32 เราต้องไปลงทะเบียนบอร์ดเพิ่มตามขั้นตอนนี้

3.1 เพิ่ม URL ของบอร์ด (Additional Boards Manager URLs)

  1. เปิดโปรแกรม Arduino IDE
  2. ไปที่เมนู File > Preferences
  3. มองหาช่องที่ชื่อว่า Additional Boards Manager URLs
  4. คัดลอกลิงก์ด้านล่างนี้ไปวางในช่องนั้น (หากมีลิงก์อื่นอยู่ก่อนแล้ว ให้กดปุ่มด้านขวาของช่องเพื่อขึ้นบรรทัดใหม่แล้ววางลิงก์เพิ่มเข้าไป)

https//raw.githubusercontent.com/espressif/arduino-esp32/gh-pages/package_esp32_index.json

3.2 ติดตั้งบอร์ดผ่าน Boards Manager

  1. ไปที่แถบเครื่องมือด้านซ้าย เลือกไอคอน Boards Manager (หรือไปที่ Tools > Board > Boards Manager…)
  2. ในช่องค้นหา ให้พิมพ์คำว่า “esp32”
  3. เลือกตัวที่พัฒนาโดย Espressif Systems และกดปุ่ม Install
  4. รอจนโปรแกรมดาวน์โหลดและติดตั้งสำเร็จ (อาจใช้เวลา 1-3 นาทีขึ้นอยู่กับความเร็วอินเทอร์เน็ต)

ขั้นตอนที่ 4 การเลือกบอร์ดและพอร์ตก่อนเริ่มงาน

  1. ไปที่เมนู Tools > Board > esp32
  2. เลือกชื่อบอร์ดให้ตรงกับที่เราใช้ (ส่วนใหญ่คือ DOIT ESP32 DEVKIT V1 หรือ ESP32 Dev Module)
  3. ไปที่เมนู Tools > Port
  4. เลือกหมายเลข COM Port เช่น COM3 หรือ COM5

Lab 1 ควบคุมสวิตช์ไฟฟ้า (Relay Module)

Scroll to Top