ข้อมูลและเครื่องมือพื้นฐาน Excel
Excel เป็นโปรแกรมสเปรดชีตที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการข้อมูล การคำนวณ และการวิเคราะห์ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจพื้นฐานการทำงานกับข้อมูลและเซลล์เพื่อใช้งาน Excel ได้อย่างเต็มศักยภาพ คู่มือนี้จะช่วยให้คุณเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐานที่สำคัญเหล่านี้

ประเภทของข้อมูลใน Excel
Excel จัดการข้อมูลได้หลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน การเข้าใจประเภทข้อมูลช่วยให้คุณจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
ข้อความ (Text)
ข้อมูลประเภทข้อความคือ ตัวอักษร ตัวเลขที่ไม่นำไปคำนวณ (เช่น รหัสไปรษณีย์, เบอร์โทรศัพท์) หรือสัญลักษณ์ต่างๆ Excel จะ จัดชิดซ้ายของเซลล์ โดยอัตโนมัติ
การป้อนข้อมูล: เพียงแค่พิมพ์ข้อความที่ต้องการลงในเซลล์แล้วกด Enter
ตัวเลข (Number)
ข้อมูลประเภทตัวเลขคือ ข้อมูลที่สามารถนำไปคำนวณได้ เช่น จำนวนเงิน คะแนน, ปริมาณ Excel จะ จัดชิดขวาของเซลล์ โดยอัตโนมัติ
การป้อนข้อมูล: พิมพ์ตัวเลขที่ต้องการ (สามารถใส่ทศนิยมได้) แล้วกด Enter
ข้อควรระวัง: หากคุณใส่เครื่องหมายจุลภาค (,) หรือสัญลักษณ์สกุลเงิน ($) โดยตรง Excel อาจตีความว่าเป็นข้อความ ถ้าต้องการจัดรูปแบบให้ใช้ปุ่ม สไตล์ตัวเลข (Number Style) บน Ribbon
วันที่/เวลา (Date/Time)
Excel จัดเก็บวันที่และเวลาเป็น ตัวเลขลำดับ (Serial Number) ซึ่งช่วยให้สามารถนำไปคำนวณได้ (เช่น หาวันที่ครบกำหนด หรือระยะเวลาทำงาน) Excel จะ จัดชิดขวาของเซลล์ โดยอัตโนมัติ
การป้อนข้อมูล:
- วันที่: พิมพ์ในรูปแบบที่ Excel เข้าใจ เช่น
1/1/2024,1-ม.ค.-24หรือ2024-01-01แล้วกด Enter - เวลา: พิมพ์ในรูปแบบ เช่น
10:30,10:30 AMหรือ10:30 PMแล้วกด Enter
สูตร (Formula)
สูตรใช้สำหรับ คำนวณ ประมวลผลข้อมูล หรือเชื่อมโยงข้อมูล คุณต้องขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย เท่ากับ (=) เสมอ
การป้อนข้อมูล: พิมพ์เครื่องหมาย = ตามด้วยการคำนวณหรือฟังก์ชันที่ต้องการ (เช่น =A1+B1, =SUM(C1:C5)) แล้วกด Enter
การอ้างอิงเซลล์ (Cell Reference): ในการสร้างสูตร คุณจะอ้างอิงถึงเซลล์อื่น ๆ โดยใช้ชื่อเซลล์ เช่น A1 (คอลัมน์ A แถวที่ 1), B2 (คอลัมน์ B แถวที่ 2) การอ้างอิงเซลล์ทำให้สูตรของคุณมีความยืดหยุ่นและสามารถนำไปใช้กับข้อมูลชุดอื่น ๆ ได้
การแก้ไขข้อมูลในเซลล์
มี 3 วิธีหลักในการแก้ไขข้อมูลในเซลล์:
- ดับเบิลคลิก (Double-click): คลิกเมาส์สองครั้งที่เซลล์ที่ต้องการแก้ไข เคอร์เซอร์ (Cursor) จะปรากฏในเซลล์ ทำให้คุณสามารถแก้ไขข้อมูลได้โดยตรง
- กด F2: เลือกเซลล์ที่ต้องการแก้ไข แล้วกดปุ่ม F2 บนคีย์บอร์ด เคอร์เซอร์จะปรากฏในเซลล์เช่นกัน
- แก้ไขบน Formula Bar: เลือกเซลล์ที่ต้องการแก้ไข ข้อมูลในเซลล์นั้นจะปรากฏบน Formula Bar (แถบสูตร) ซึ่งอยู่เหนือพื้นที่ทำงานของชีต คุณสามารถคลิกบน Formula Bar และแก้ไขข้อมูลได้โดยตรง
การเลือกเซลล์/ช่วงเซลล์ (Select Range) แบบต่างๆ
การเลือกเซลล์ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานกับ Excel เพื่อให้คุณสามารถประยุกต์ใช้คำสั่งต่างๆ กับข้อมูลที่คุณต้องการได้อย่างแม่นยำ
- เลือกเซลล์เดียว: คลิกที่เซลล์ที่ต้องการ
- เลือกช่วงเซลล์ต่อเนื่อง (Range):
- คลิกที่เซลล์แรกของช่วงที่ต้องการเลือก ค้างเมาส์ไว้แล้วลากไปจนถึงเซลล์สุดท้ายที่ต้องการ
- หรือคลิกเซลล์แรก กดปุ่ม Shift ค้างไว้ แล้วคลิกเซลล์สุดท้ายของช่วงที่ต้องการ
- เลือกช่วงเซลล์ที่ไม่ต่อเนื่อง:
- คลิกที่เซลล์แรกหรือช่วงเซลล์แรกที่ต้องการเลือก
- กดปุ่ม Ctrl ค้างไว้ แล้วคลิกเลือกเซลล์หรือลากเลือกช่วงเซลล์อื่นๆ ที่ต้องการเพิ่ม
- เลือกทั้งแถว: คลิกที่ หัวแถว (หมายเลขแถว)
- เลือกทั้งคอลัมน์: คลิกที่ หัวคอลัมน์ (ตัวอักษรคอลัมน์)
- เลือกทั้งชีต:
- คลิกที่ปุ่ม Select All (ปุ่มสามเหลี่ยมเล็กๆ) ที่อยู่มุมซ้ายบนระหว่างหัวแถวและหัวคอลัมน์
- หรือกด Ctrl+A
การคัดลอก (Copy) ตัด (Cut) วาง (Paste) ข้อมูล
นี่คือคำสั่งพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดในการเคลื่อนย้ายหรือทำซ้ำข้อมูล
- คัดลอก (Copy):
- เลือกเซลล์/ช่วงเซลล์ที่ต้องการ
- คลิกปุ่ม Copy บนแท็บ Home (รูปกระดาษสองแผ่น) หรือกด Ctrl+C
- ข้อมูลต้นฉบับยังคงอยู่
- ตัด (Cut):
- เลือกเซลล์/ช่วงเซลล์ที่ต้องการ
- คลิกปุ่ม Cut บนแท็บ Home (รูปกรรไกร) หรือกด Ctrl+X
- ข้อมูลต้นฉบับจะถูกย้ายออกไปเมื่อมีการวาง
- วาง (Paste):
- เลือกเซลล์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของตำแหน่งที่ต้องการวาง
- คลิกปุ่ม Paste บนแท็บ Home (รูปคลิปบอร์ด) หรือกด Ctrl+V
Paste Options (ตัวเลือกการวาง): หลังจากวาง คุณจะเห็นไอคอน Paste Options ปรากฏขึ้น ซึ่งช่วยให้คุณเลือกวิธีการวางได้หลากหลาย เช่น วางเฉพาะค่า (Values), วางเฉพาะรูปแบบ (Formats) เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของคุณ
การแทรก (Insert) และลบ (Delete) แถว/คอลัมน์
การจัดการโครงสร้างของตารางข้อมูลโดยการแทรกหรือลบแถว/คอลัมน์เป็นสิ่งสำคัญในการจัดระเบียบข้อมูล
การแทรก (Insert)
- แทรกแถว: คลิกขวาที่ หัวแถว (เช่น แถว 3) เหนือตำแหน่งที่ต้องการแทรก แล้วเลือก Insert (แถวใหม่จะถูกแทรกก่อนแถวที่คุณเลือก)
- แทรกคอลัมน์: คลิกขวาที่ หัวคอลัมน์ (เช่น คอลัมน์ C) ทางขวาของตำแหน่งที่ต้องการแทรก แล้วเลือก Insert (คอลัมน์ใหม่จะถูกแทรกก่อนคอลัมน์ที่คุณเลือก)
การลบ (Delete)
- ลบแถว: คลิกขวาที่ หัวแถว ที่ต้องการลบ แล้วเลือก Delete
- ลบคอลัมน์: คลิกขวาที่ หัวคอลัมน์ ที่ต้องการลบ แล้วเลือก Delete
- การปรับขนาดความกว้างคอลัมน์/ความสูงแถว
การปรับขนาดความกว้างคอลัมน์และความสูงแถวช่วยให้ข้อมูลของคุณแสดงผลได้อย่างชัดเจนและเป็นระเบียบ
ปรับขนาดอัตโนมัติ (AutoFit)
- ความกว้างคอลัมน์: เลื่อนเมาส์ไปที่เส้นแบ่งระหว่างหัวคอลัมน์สองคอลัมน์ (เช่น ระหว่าง A กับ B) จนกระทั่งเมาส์เปลี่ยนเป็นรูปสองลูกศร แล้ว ดับเบิลคลิก Excel จะปรับความกว้างให้พอดีกับข้อมูลที่ยาวที่สุดในคอลัมน์นั้น
- ความสูงแถว: เลื่อนเมาส์ไปที่เส้นแบ่งระหว่างหัวแถวสองแถว (เช่น ระหว่าง 1 กับ 2) จนกระทั่งเมาส์เปลี่ยนเป็นรูปสองลูกศร แล้ว ดับเบิลคลิก Excel จะปรับความสูงให้พอดีกับข้อมูลในแถวนั้น
ปรับขนาดด้วยตนเอง
เลื่อนเมาส์ไปที่เส้นแบ่งระหว่างหัวคอลัมน์/หัวแถว (เช่น ระหว่าง A กับ B หรือ 1 กับ 2) จนกระทั่งเมาส์เปลี่ยนเป็นรูปสองลูกศร คลิกค้างไว้แล้วลากเพื่อปรับขนาดตามต้องการ
การรวมเซลล์ (Merge & Center)
คำสั่ง Merge & Center ใช้สำหรับ รวมเซลล์ที่อยู่ติดกันหลายเซลล์ให้เป็นเซลล์เดียว และจัดข้อความภายในเซลล์นั้นให้อยู่กึ่งกลาง มักใช้สำหรับสร้างหัวข้อหรือป้ายกำกับที่ครอบคลุมหลายคอลัมน์
วิธีการ:
- เลือกช่วงเซลล์ที่ต้องการรวม (เช่น A1 ถึง D1)
- คลิกปุ่ม Merge & Center บนแท็บ Home (อยู่ในกลุ่ม Alignment)
ข้อควรระวัง: การรวมเซลล์อาจทำให้การจัดเรียงหรือกรองข้อมูลในอนาคตยากขึ้น ควรใช้อย่างระมัดระวังและเมื่อจำเป็นเท่านั้น
การใช้งานสูตรพื้นฐานในโปรแกรม Excel
ความหมายของสูตร
สูตร (Formulas) ใน Excel คือชุดคำสั่งที่เราป้อนเข้าไปเพื่อให้โปรแกรมทำการคำนวณข้อมูลให้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการบวก ลบ คูณ หาร หรือการหาค่าเฉลี่ย โดยมีกฎเหล็กที่สำคัญที่สุดคือ การเขียนสูตรทุกครั้งต้องขึ้นต้นด้วยเครื่องหมายเท่ากับ (=) เสมอ หากเราไม่ใส่เครื่องหมายเท่ากับนำหน้า Excel จะเข้าใจว่าสิ่งที่เราพิมพ์ลงไปเป็นเพียง “ข้อความธรรมดา” ไม่ใช่คำสั่งสำหรับการคำนวณ
ตัวอย่างความแตกต่าง
- พิมพ์ 5+5 ลงในเซลล์ ผลลัพธ์ที่แสดงบนหน้าจอคือข้อความ
5+5 - พิมพ์ =5+5 ลงในเซลล์ ผลลัพธ์ที่แสดงบนหน้าจอคือตัวเลข
10
เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน
การคำนวณใน Excel จะใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์คล้ายคลึงกับที่เราคุ้นเคย แต่อาจมีบางเครื่องหมายที่แตกต่างออกไปเล็กน้อยสำหรับการใช้งานบนคอมพิวเตอร์ ดังนี้

- บวก (Addition) : ใช้เครื่องหมาย + (เช่น
=10+5ได้ผลลัพธ์คือ 15) - ลบ (Subtraction) : ใช้เครื่องหมาย – (เช่น
=10-5ได้ผลลัพธ์คือ 5) - คูณ (Multiplication) : ใช้เครื่องหมายดอกจัน * แทนเครื่องหมายกากบาท (เช่น
=10*5ได้ผลลัพธ์คือ 50) - หาร (Division) : ใช้เครื่องหมายทับ / แทนเครื่องหมายหารปกติ (เช่น
=10/5ได้ผลลัพธ์คือ 2)
ลำดับความสำคัญทางคณิตศาสตร์ (Order of Operations)
เมื่อมีโจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนและต้องคำนวณหลายอย่างพร้อมกันในสูตรเดียว เช่น =2+3*4 Excel จะไม่คำนวณเรียงจากซ้ายไปขวาทันที แต่จะยึดหลักลำดับความสำคัญทางคณิตศาสตร์มาตรฐานสากล ดังนี้
- วงเล็บ ( ) : Excel จะคำนวณชุดตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บก่อนเสมอ
- คูณ (*) และ หาร (/) : จะถูกคำนวณเป็นลำดับที่สอง (ประมวลผลจากซ้ายไปขวา)
- บวก (+) และ ลบ (-) : จะถูกคำนวณเป็นลำดับสุดท้าย (ประมวลผลจากซ้ายไปขวา)
ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน
- พิมพ์ =2+3*4 ผลลัพธ์คือ
14(เพราะ Excel นำ 3 ไปคูณ 4 ก่อนได้ 12 แล้วจึงนำมาบวก 2) - พิมพ์ *=(2+3)4 ผลลัพธ์คือ
20(เพราะวงเล็บบังคับให้ Excel นำ 2 บวก 3 ก่อนได้ 5 แล้วจึงนำไปคูณ 4)
การอ้างอิงเซลล์ในการคำนวณ (Cell Reference)
ในการใช้งานจริง เรามักจะไม่พิมพ์ตัวเลขลงไปในสูตรโดยตรง แต่จะใช้วิธี การอ้างอิงเซลล์ แทน ซึ่งถือเป็นความสามารถที่ทรงพลังที่สุดของ Excel
หลักการทำงาน: แทนที่จะพิมพ์ =10+5 เราสามารถนำเลข 10 ไปใส่ไว้ในเซลล์ A1 และเลข 5 ไปใส่ไว้ในเซลล์ B1 จากนั้นจึงเขียนสูตรในเซลล์ C1 ว่า =A1+B1 ข้อดีของการอ้างอิงเซลล์: เมื่อเรากลับไปแก้ไขตัวเลขในเซลล์ A1 หรือ B1 ผลลัพธ์ที่อยู่ในเซลล์ C1 จะทำการคำนวณและอัปเดตค่าใหม่ให้โดยอัตโนมัติทันที โดยที่เราไม่ต้องไปแก้ไขสูตรซ้ำอีก
ทริคเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการพิมพ์ชื่อเซลล์ผิดพลาด เราสามารถพิมพ์เครื่องหมาย = แล้วใช้เมาส์ คลิก เลือกเซลล์ที่ต้องการให้เข้ามาอยู่ในสูตรได้เลย
วิธีการแก้ไขสูตร (Editing Formulas)
หากพิมพ์สูตรผิดหรือต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณใหม่ ผู้เรียนสามารถเข้าไปแก้ไขสูตรเดิมได้ง่ายๆ ผ่าน 3 วิธี ดังนี้
- วิธีที่ 1 ดับเบิลคลิกที่เซลล์ ทำการดับเบิลคลิกตรงเซลล์ที่มีสูตรอยู่ สูตรทั้งหมดจะปรากฏขึ้นมาให้เราพิมพ์แก้ไขได้โดยตรง
- วิธีที่ 2 ใช้แถบสูตร (Formula Bar) คลิกเลือกเซลล์ที่ต้องการ 1 ครั้ง แล้วเลื่อนเมาส์ไปคลิกที่แถบสีขาวแนวยาวด้านบนของตาราง (Formula Bar) วิธีนี้เหมาะมากสำหรับการแก้ไขสูตรที่มีความยาวและซับซ้อน
- วิธีที่ 3 กดปุ่ม F2 ใช้คีย์บอร์ดโดยคลิกเลือกเซลล์นั้น แล้วกดปุ่ม F2 โปรแกรมจะเข้าสู่โหมดพร้อมแก้ไขสูตรทันที (คล้ายกับการดับเบิลคลิก)
รู้จักฟังก์ชันพื้นฐานในโปรแกรม Excel
เราจะมาเรียนรู้ตัวช่วยสำคัญในโปรแกรม Microsoft Excel ที่จะทำให้การคำนวณข้อมูลตัวเลขจำนวนมากๆกลายเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และแม่นยำมากยิ่งขึ้น
1. ความแตกต่างระหว่างสูตรและฟังก์ชัน
ก่อนที่เราจะเริ่มใช้ฟังก์ชัน เราต้องเข้าใจก่อนว่า สูตร (Formula) และ ฟังก์ชัน (Function) แตกต่างกันอย่างไร
- สูตร (Formula) คือการคำนวณที่เราสร้างขึ้นมาเองโดยใช้เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน เช่น บวก (+) ลบ (-) คูณ (*) หาร (/) ผสมกับการอ้างอิงเซลล์
- ตัวอย่าง
=A1+B1+C1+D1+E1 - เปรียบเทียบ เหมือนเราทำอาหารเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบไปจนถึงปรุงรส
- ตัวอย่าง
- ฟังก์ชัน (Function) คือสูตรสำเร็จรูปที่ Excel สร้างมาให้เราใช้งาน เพื่อช่วยลดความซับซ้อนของการเขียนสูตรยาวๆ
- ตัวอย่าง
=SUM(A1:E1) - เปรียบเทียบ เหมือนเราใช้เครื่องปรุงสำเร็จรูป ที่ช่วยให้ทำอาหารได้รวดเร็วและได้รสชาติที่ได้มาตรฐานเสมอ
- ตัวอย่าง
2. โครงสร้างพื้นฐานของฟังก์ชัน
การเขียนฟังก์ชันใน Excel จะมีรูปแบบ (Syntax) ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนี้
รูปแบบ =ชื่อฟังก์ชัน(อาร์กิวเมนต์)
- เครื่องหมายเท่ากับ (
=) ทุกฟังก์ชันต้องเริ่มต้นด้วยเครื่องหมายเท่ากับเสมอ เพื่อบอกโปรแกรมว่านี่คือการคำนวณ - ชื่อฟังก์ชัน (Function Name) คำสั่งภาษาอังกฤษที่ระบุว่าเราต้องการทำอะไร เช่น SUM, AVERAGE
- วงเล็บ
()ข้อมูลที่ต้องการคำนวณจะต้องอยู่ภายในวงเล็บเสมอ - อาร์กิวเมนต์ (Arguments) ข้อมูลหรือเซลล์ที่เราต้องการให้ฟังก์ชันนำไปประมวลผล
💡 เคล็ดลับการระบุเซลล์
- เครื่องหมายจุลภาค (
,) หรือ อัฒภาค (;) ใช้เลือกเฉพาะบางเซลล์ เช่น=SUM(A1, A5)หมายถึง นำ A1 บวกกับ A5- เครื่องหมายโคลอน (
:) ใช้ระบุ ช่วงเซลล์ (Range) เช่น=SUM(A1:A5)หมายถึง นำเซลล์ตั้งแต่ A1 ถึง A5 มาบวกกันทั้งหมด (A1+A2+A3+A4+A5)
3. รวม 5 ฟังก์ชันพื้นฐานที่ต้องรู้
1. ฟังก์ชัน SUM (หาผลรวม)
- ที่มา มาจากคำว่า “Summation” ที่แปลว่า ผลรวม
- หน้าที่ ใช้สำหรับหาผลรวมของตัวเลขทั้งหมดในกลุ่มเซลล์ที่เรากำหนด
- วิธีใช้
=SUM(ช่วงเซลล์)เช่น=SUM(B2:B10) - จำง่ายๆ ถ้าอยากได้ยอดรวมทั้งหมด ให้ใช้ SUM
⭐ เครื่องมือเสริม นักเรียนสามารถใช้ปุ่ม AutoSum (ผลรวมอัตโนมัติ) บนแถบเครื่องมือ เพื่อใส่ฟังก์ชัน SUM ได้อย่างรวดเร็ว โดยโปรแกรมจะพยายามเดาช่วงข้อมูลให้เราทันที
2. ฟังก์ชัน AVERAGE (หาค่าเฉลี่ย)
- ที่มา มาจากคำว่า “Average” ที่แปลว่า ค่าเฉลี่ย
- หน้าที่ นำตัวเลขทั้งหมดมาบวกกัน แล้วหารด้วยจำนวนรายการทั้งหมด เช่น การหาเกรดเฉลี่ย หรือคะแนนเฉลี่ยของห้อง
- วิธีใช้
=AVERAGE(ช่วงเซลล์)เช่น=AVERAGE(C2:C10) - จำง่ายๆ ถ้าอยากรู้ค่าเฉลี่ย ให้ใช้ AVERAGE
3. ฟังก์ชัน COUNT (นับจำนวนข้อมูลตัวเลข)
- ที่มา มาจากคำว่า “Count” ที่แปลว่า นับจำนวน
- หน้าที่ ใช้นับว่ามีเซลล์จำนวนกี่เซลล์ที่มีตัวเลขบรรจุอยู่ จะไม่นับเซลล์ที่ว่างเปล่าหรือเซลล์ที่เป็นตัวอักษรข้อความ เช่น นับจำนวนคนที่เข้าสอบที่มีคะแนน
- วิธีใช้
=COUNT(ช่วงเซลล์)เช่น=COUNT(D2:D10) - จำง่ายๆ ถ้าอยากนับว่ามีข้อมูลตัวเลขกี่รายการ ให้ใช้ COUNT
4. ฟังก์ชัน MAX (หาค่าสูงสุด)
- ที่มา มาจากคำว่า “Maximum” ที่แปลว่า ค่าสูงสุด
- หน้าที่ ใช้ค้นหาตัวเลขที่มีค่ามากที่สุดในกลุ่มข้อมูลนั้นๆ เช่น หาคนชที่ได้คะแนนสอบสูงที่สุดในห้อง
- วิธีใช้
=MAX(ช่วงเซลล์)เช่น=MAX(E2:E10) - จำง่ายๆ ถ้าอยากหาค่าที่มากที่สุด ให้ใช้ MAX
5. ฟังก์ชัน MIN (หาค่าต่ำสุด)
- ที่มา มาจากคำว่า “Minimum” ที่แปลว่า ค่าต่ำสุด
- หน้าที่ ใช้ค้นหาตัวเลขที่มีค่าน้อยที่สุดในกลุ่มข้อมูลนั้นๆ เช่น หาคะแนนที่ต่ำที่สุดของการสอบครั้งนี้
- วิธีใช้
=MIN(ช่วงเซลล์)เช่น=MIN(F2:F10) - จำง่ายๆ ถ้าอยากหาค่าที่น้อยที่สุด ให้ใช้ MIN
📝 สรุปตารางช่วยจำฟังก์ชัน
| ฟังก์ชัน | คำเต็มภาษาอังกฤษ | หน้าที่ | รูปแบบการพิมพ์ |
| SUM | Summation | หาผลรวมทั้งหมด | =SUM(A1:A10) |
| AVERAGE | Average | หาค่าเฉลี่ย | =AVERAGE(A1:A10) |
| COUNT | Count | นับจำนวนเซลล์ (เฉพาะตัวเลข) | =COUNT(A1:A10) |
| MAX | Maximum | หาค่าที่มากที่สุด | =MAX(A1:A10) |
| MIN | Minimum | หาค่าที่น้อยที่สุด | =MIN(A1:A10) |
สไลด์สอน
พื้นฐานการใช้สูตรใน Excel https://gamma.app/docs/3-Excel-y2jow03zx1l3ja1
รู้จักฟังก์ชัน Excel https://gamma.app/docs/3-Excel-qd1ldig0ntszuuc
