โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้น ม.3

ข้อมูลและเครื่องมือพื้นฐาน Excel

Excel เป็นโปรแกรมสเปรดชีตที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการข้อมูล การคำนวณ และการวิเคราะห์ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจพื้นฐานการทำงานกับข้อมูลและเซลล์เพื่อใช้งาน Excel ได้อย่างเต็มศักยภาพ คู่มือนี้จะช่วยให้คุณเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐานที่สำคัญเหล่านี้

ประเภทของข้อมูลใน Excel

Excel จัดการข้อมูลได้หลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน การเข้าใจประเภทข้อมูลช่วยให้คุณจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลได้อย่างถูกต้อง

ข้อความ (Text)

ข้อมูลประเภทข้อความคือ ตัวอักษร ตัวเลขที่ไม่นำไปคำนวณ (เช่น รหัสไปรษณีย์, เบอร์โทรศัพท์) หรือสัญลักษณ์ต่างๆ Excel จะ จัดชิดซ้ายของเซลล์ โดยอัตโนมัติ

การป้อนข้อมูล: เพียงแค่พิมพ์ข้อความที่ต้องการลงในเซลล์แล้วกด Enter​

ตัวเลข (Number)

ข้อมูลประเภทตัวเลขคือ ข้อมูลที่สามารถนำไปคำนวณได้ เช่น จำนวนเงิน คะแนน, ปริมาณ Excel จะ จัดชิดขวาของเซลล์ โดยอัตโนมัติ

การป้อนข้อมูล: พิมพ์ตัวเลขที่ต้องการ (สามารถใส่ทศนิยมได้) แล้วกด Enter​

ข้อควรระวัง: หากคุณใส่เครื่องหมายจุลภาค (,) หรือสัญลักษณ์สกุลเงิน ($) โดยตรง Excel อาจตีความว่าเป็นข้อความ ถ้าต้องการจัดรูปแบบให้ใช้ปุ่ม สไตล์ตัวเลข (Number Style) บน Ribbon

วันที่/เวลา (Date/Time)

Excel จัดเก็บวันที่และเวลาเป็น ตัวเลขลำดับ (Serial Number) ซึ่งช่วยให้สามารถนำไปคำนวณได้ (เช่น หาวันที่ครบกำหนด หรือระยะเวลาทำงาน) Excel จะ จัดชิดขวาของเซลล์ โดยอัตโนมัติ

การป้อนข้อมูล:

  • วันที่: พิมพ์ในรูปแบบที่ Excel เข้าใจ เช่น 1/1/2024, 1-ม.ค.-24 หรือ 2024-01-01 แล้วกด Enter​
  • เวลา: พิมพ์ในรูปแบบ เช่น 10:30, 10:30 AM หรือ 10:30 PM แล้วกด Enter​

สูตร (Formula)

สูตรใช้สำหรับ คำนวณ ประมวลผลข้อมูล หรือเชื่อมโยงข้อมูล คุณต้องขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย เท่ากับ (=) เสมอ

การป้อนข้อมูล: พิมพ์เครื่องหมาย = ตามด้วยการคำนวณหรือฟังก์ชันที่ต้องการ (เช่น =A1+B1, =SUM(C1:C5)) แล้วกด Enter​

การอ้างอิงเซลล์ (Cell Reference): ในการสร้างสูตร คุณจะอ้างอิงถึงเซลล์อื่น ๆ โดยใช้ชื่อเซลล์ เช่น A1 (คอลัมน์ A แถวที่ 1), B2 (คอลัมน์ B แถวที่ 2) การอ้างอิงเซลล์ทำให้สูตรของคุณมีความยืดหยุ่นและสามารถนำไปใช้กับข้อมูลชุดอื่น ๆ ได้

การแก้ไขข้อมูลในเซลล์

มี 3 วิธีหลักในการแก้ไขข้อมูลในเซลล์:

  • ดับเบิลคลิก (Double-click): คลิกเมาส์สองครั้งที่เซลล์ที่ต้องการแก้ไข เคอร์เซอร์ (Cursor) จะปรากฏในเซลล์ ทำให้คุณสามารถแก้ไขข้อมูลได้โดยตรง
  • กด F2: เลือกเซลล์ที่ต้องการแก้ไข แล้วกดปุ่ม F2​ บนคีย์บอร์ด เคอร์เซอร์จะปรากฏในเซลล์เช่นกัน
  • แก้ไขบน Formula Bar: เลือกเซลล์ที่ต้องการแก้ไข ข้อมูลในเซลล์นั้นจะปรากฏบน Formula Bar (แถบสูตร) ซึ่งอยู่เหนือพื้นที่ทำงานของชีต คุณสามารถคลิกบน Formula Bar และแก้ไขข้อมูลได้โดยตรง

การเลือกเซลล์/ช่วงเซลล์ (Select Range) แบบต่างๆ

การเลือกเซลล์ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานกับ Excel เพื่อให้คุณสามารถประยุกต์ใช้คำสั่งต่างๆ กับข้อมูลที่คุณต้องการได้อย่างแม่นยำ

  • เลือกเซลล์เดียว: คลิกที่เซลล์ที่ต้องการ
  • เลือกช่วงเซลล์ต่อเนื่อง (Range):
    • คลิกที่เซลล์แรกของช่วงที่ต้องการเลือก ค้างเมาส์ไว้แล้วลากไปจนถึงเซลล์สุดท้ายที่ต้องการ
    • หรือคลิกเซลล์แรก กดปุ่ม Shift​ ค้างไว้ แล้วคลิกเซลล์สุดท้ายของช่วงที่ต้องการ
  • เลือกช่วงเซลล์ที่ไม่ต่อเนื่อง:
    • คลิกที่เซลล์แรกหรือช่วงเซลล์แรกที่ต้องการเลือก
    • กดปุ่ม Ctrl​ ค้างไว้ แล้วคลิกเลือกเซลล์หรือลากเลือกช่วงเซลล์อื่นๆ ที่ต้องการเพิ่ม
  • เลือกทั้งแถว: คลิกที่ หัวแถว (หมายเลขแถว)
  • เลือกทั้งคอลัมน์: คลิกที่ หัวคอลัมน์ (ตัวอักษรคอลัมน์)
  • เลือกทั้งชีต:
    • คลิกที่ปุ่ม Select All (ปุ่มสามเหลี่ยมเล็กๆ) ที่อยู่มุมซ้ายบนระหว่างหัวแถวและหัวคอลัมน์
    • หรือกด Ctrl​+A​

การคัดลอก (Copy) ตัด (Cut) วาง (Paste) ข้อมูล

นี่คือคำสั่งพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดในการเคลื่อนย้ายหรือทำซ้ำข้อมูล

  • คัดลอก (Copy):
    • เลือกเซลล์/ช่วงเซลล์ที่ต้องการ
    • คลิกปุ่ม Copy บนแท็บ Home (รูปกระดาษสองแผ่น) หรือกด Ctrl​+C​
    • ข้อมูลต้นฉบับยังคงอยู่
  • ตัด (Cut):
    • เลือกเซลล์/ช่วงเซลล์ที่ต้องการ
    • คลิกปุ่ม Cut บนแท็บ Home (รูปกรรไกร) หรือกด Ctrl​+X​
    • ข้อมูลต้นฉบับจะถูกย้ายออกไปเมื่อมีการวาง
  • วาง (Paste):
    • เลือกเซลล์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของตำแหน่งที่ต้องการวาง
    • คลิกปุ่ม Paste บนแท็บ Home (รูปคลิปบอร์ด) หรือกด Ctrl​+V​

Paste Options (ตัวเลือกการวาง): หลังจากวาง คุณจะเห็นไอคอน Paste Options ปรากฏขึ้น ซึ่งช่วยให้คุณเลือกวิธีการวางได้หลากหลาย เช่น วางเฉพาะค่า (Values), วางเฉพาะรูปแบบ (Formats) เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของคุณ

การแทรก (Insert) และลบ (Delete) แถว/คอลัมน์

การจัดการโครงสร้างของตารางข้อมูลโดยการแทรกหรือลบแถว/คอลัมน์เป็นสิ่งสำคัญในการจัดระเบียบข้อมูล

การแทรก (Insert)

  • แทรกแถว: คลิกขวาที่ หัวแถว (เช่น แถว 3) เหนือตำแหน่งที่ต้องการแทรก แล้วเลือก Insert (แถวใหม่จะถูกแทรกก่อนแถวที่คุณเลือก)
  • แทรกคอลัมน์: คลิกขวาที่ หัวคอลัมน์ (เช่น คอลัมน์ C) ทางขวาของตำแหน่งที่ต้องการแทรก แล้วเลือก Insert (คอลัมน์ใหม่จะถูกแทรกก่อนคอลัมน์ที่คุณเลือก)

การลบ (Delete)

  • ลบแถว: คลิกขวาที่ หัวแถว ที่ต้องการลบ แล้วเลือก Delete
  • ลบคอลัมน์: คลิกขวาที่ หัวคอลัมน์ ที่ต้องการลบ แล้วเลือก Delete
  • การปรับขนาดความกว้างคอลัมน์/ความสูงแถว

การปรับขนาดความกว้างคอลัมน์และความสูงแถวช่วยให้ข้อมูลของคุณแสดงผลได้อย่างชัดเจนและเป็นระเบียบ

ปรับขนาดอัตโนมัติ (AutoFit)

  • ความกว้างคอลัมน์: เลื่อนเมาส์ไปที่เส้นแบ่งระหว่างหัวคอลัมน์สองคอลัมน์ (เช่น ระหว่าง A กับ B) จนกระทั่งเมาส์เปลี่ยนเป็นรูปสองลูกศร แล้ว ดับเบิลคลิก Excel จะปรับความกว้างให้พอดีกับข้อมูลที่ยาวที่สุดในคอลัมน์นั้น
  • ความสูงแถว: เลื่อนเมาส์ไปที่เส้นแบ่งระหว่างหัวแถวสองแถว (เช่น ระหว่าง 1 กับ 2) จนกระทั่งเมาส์เปลี่ยนเป็นรูปสองลูกศร แล้ว ดับเบิลคลิก Excel จะปรับความสูงให้พอดีกับข้อมูลในแถวนั้น

ปรับขนาดด้วยตนเอง

เลื่อนเมาส์ไปที่เส้นแบ่งระหว่างหัวคอลัมน์/หัวแถว (เช่น ระหว่าง A กับ B หรือ 1 กับ 2) จนกระทั่งเมาส์เปลี่ยนเป็นรูปสองลูกศร คลิกค้างไว้แล้วลากเพื่อปรับขนาดตามต้องการ

การรวมเซลล์ (Merge & Center)

คำสั่ง Merge & Center ใช้สำหรับ รวมเซลล์ที่อยู่ติดกันหลายเซลล์ให้เป็นเซลล์เดียว และจัดข้อความภายในเซลล์นั้นให้อยู่กึ่งกลาง มักใช้สำหรับสร้างหัวข้อหรือป้ายกำกับที่ครอบคลุมหลายคอลัมน์

วิธีการ:

  1. เลือกช่วงเซลล์ที่ต้องการรวม (เช่น A1 ถึง D1)
  2. คลิกปุ่ม Merge & Center บนแท็บ Home (อยู่ในกลุ่ม Alignment)

ข้อควรระวัง: การรวมเซลล์อาจทำให้การจัดเรียงหรือกรองข้อมูลในอนาคตยากขึ้น ควรใช้อย่างระมัดระวังและเมื่อจำเป็นเท่านั้น

การใช้งานสูตรพื้นฐานในโปรแกรม Excel

ความหมายของสูตร

สูตร (Formulas) ใน Excel คือชุดคำสั่งที่เราป้อนเข้าไปเพื่อให้โปรแกรมทำการคำนวณข้อมูลให้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการบวก ลบ คูณ หาร หรือการหาค่าเฉลี่ย โดยมีกฎเหล็กที่สำคัญที่สุดคือ การเขียนสูตรทุกครั้งต้องขึ้นต้นด้วยเครื่องหมายเท่ากับ (=) เสมอ หากเราไม่ใส่เครื่องหมายเท่ากับนำหน้า Excel จะเข้าใจว่าสิ่งที่เราพิมพ์ลงไปเป็นเพียง “ข้อความธรรมดา” ไม่ใช่คำสั่งสำหรับการคำนวณ

ตัวอย่างความแตกต่าง

  • พิมพ์ 5+5 ลงในเซลล์ ผลลัพธ์ที่แสดงบนหน้าจอคือข้อความ 5+5
  • พิมพ์ =5+5 ลงในเซลล์ ผลลัพธ์ที่แสดงบนหน้าจอคือตัวเลข 10

เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน

การคำนวณใน Excel จะใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์คล้ายคลึงกับที่เราคุ้นเคย แต่อาจมีบางเครื่องหมายที่แตกต่างออกไปเล็กน้อยสำหรับการใช้งานบนคอมพิวเตอร์ ดังนี้

  • บวก (Addition) : ใช้เครื่องหมาย + (เช่น =10+5 ได้ผลลัพธ์คือ 15)
  • ลบ (Subtraction) : ใช้เครื่องหมาย (เช่น =10-5 ได้ผลลัพธ์คือ 5)
  • คูณ (Multiplication) : ใช้เครื่องหมายดอกจัน * แทนเครื่องหมายกากบาท (เช่น =10*5 ได้ผลลัพธ์คือ 50)
  • หาร (Division) : ใช้เครื่องหมายทับ / แทนเครื่องหมายหารปกติ (เช่น =10/5 ได้ผลลัพธ์คือ 2)

ลำดับความสำคัญทางคณิตศาสตร์ (Order of Operations)

เมื่อมีโจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนและต้องคำนวณหลายอย่างพร้อมกันในสูตรเดียว เช่น =2+3*4 Excel จะไม่คำนวณเรียงจากซ้ายไปขวาทันที แต่จะยึดหลักลำดับความสำคัญทางคณิตศาสตร์มาตรฐานสากล ดังนี้

  1. วงเล็บ ( ) : Excel จะคำนวณชุดตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บก่อนเสมอ
  2. คูณ (*) และ หาร (/) : จะถูกคำนวณเป็นลำดับที่สอง (ประมวลผลจากซ้ายไปขวา)
  3. บวก (+) และ ลบ (-) : จะถูกคำนวณเป็นลำดับสุดท้าย (ประมวลผลจากซ้ายไปขวา)

ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน

  • พิมพ์ =2+3*4 ผลลัพธ์คือ 14 (เพราะ Excel นำ 3 ไปคูณ 4 ก่อนได้ 12 แล้วจึงนำมาบวก 2)
  • พิมพ์ *=(2+3)4 ผลลัพธ์คือ 20 (เพราะวงเล็บบังคับให้ Excel นำ 2 บวก 3 ก่อนได้ 5 แล้วจึงนำไปคูณ 4)

การอ้างอิงเซลล์ในการคำนวณ (Cell Reference)

ในการใช้งานจริง เรามักจะไม่พิมพ์ตัวเลขลงไปในสูตรโดยตรง แต่จะใช้วิธี การอ้างอิงเซลล์ แทน ซึ่งถือเป็นความสามารถที่ทรงพลังที่สุดของ Excel

หลักการทำงาน: แทนที่จะพิมพ์ =10+5 เราสามารถนำเลข 10 ไปใส่ไว้ในเซลล์ A1 และเลข 5 ไปใส่ไว้ในเซลล์ B1 จากนั้นจึงเขียนสูตรในเซลล์ C1 ว่า =A1+B1 ข้อดีของการอ้างอิงเซลล์: เมื่อเรากลับไปแก้ไขตัวเลขในเซลล์ A1 หรือ B1 ผลลัพธ์ที่อยู่ในเซลล์ C1 จะทำการคำนวณและอัปเดตค่าใหม่ให้โดยอัตโนมัติทันที โดยที่เราไม่ต้องไปแก้ไขสูตรซ้ำอีก

ทริคเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการพิมพ์ชื่อเซลล์ผิดพลาด เราสามารถพิมพ์เครื่องหมาย = แล้วใช้เมาส์ คลิก เลือกเซลล์ที่ต้องการให้เข้ามาอยู่ในสูตรได้เลย

วิธีการแก้ไขสูตร (Editing Formulas)

หากพิมพ์สูตรผิดหรือต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณใหม่ ผู้เรียนสามารถเข้าไปแก้ไขสูตรเดิมได้ง่ายๆ ผ่าน 3 วิธี ดังนี้

  • วิธีที่ 1 ดับเบิลคลิกที่เซลล์ ทำการดับเบิลคลิกตรงเซลล์ที่มีสูตรอยู่ สูตรทั้งหมดจะปรากฏขึ้นมาให้เราพิมพ์แก้ไขได้โดยตรง
  • วิธีที่ 2 ใช้แถบสูตร (Formula Bar) คลิกเลือกเซลล์ที่ต้องการ 1 ครั้ง แล้วเลื่อนเมาส์ไปคลิกที่แถบสีขาวแนวยาวด้านบนของตาราง (Formula Bar) วิธีนี้เหมาะมากสำหรับการแก้ไขสูตรที่มีความยาวและซับซ้อน
  • วิธีที่ 3 กดปุ่ม F2 ใช้คีย์บอร์ดโดยคลิกเลือกเซลล์นั้น แล้วกดปุ่ม F2 โปรแกรมจะเข้าสู่โหมดพร้อมแก้ไขสูตรทันที (คล้ายกับการดับเบิลคลิก)

รู้จักฟังก์ชันพื้นฐานในโปรแกรม Excel

เราจะมาเรียนรู้ตัวช่วยสำคัญในโปรแกรม Microsoft Excel ที่จะทำให้การคำนวณข้อมูลตัวเลขจำนวนมากๆกลายเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และแม่นยำมากยิ่งขึ้น

1. ความแตกต่างระหว่างสูตรและฟังก์ชัน

ก่อนที่เราจะเริ่มใช้ฟังก์ชัน เราต้องเข้าใจก่อนว่า สูตร (Formula) และ ฟังก์ชัน (Function) แตกต่างกันอย่างไร

  • สูตร (Formula) คือการคำนวณที่เราสร้างขึ้นมาเองโดยใช้เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน เช่น บวก (+) ลบ (-) คูณ (*) หาร (/) ผสมกับการอ้างอิงเซลล์
    • ตัวอย่าง =A1+B1+C1+D1+E1
    • เปรียบเทียบ เหมือนเราทำอาหารเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบไปจนถึงปรุงรส
  • ฟังก์ชัน (Function) คือสูตรสำเร็จรูปที่ Excel สร้างมาให้เราใช้งาน เพื่อช่วยลดความซับซ้อนของการเขียนสูตรยาวๆ
    • ตัวอย่าง =SUM(A1:E1)
    • เปรียบเทียบ เหมือนเราใช้เครื่องปรุงสำเร็จรูป ที่ช่วยให้ทำอาหารได้รวดเร็วและได้รสชาติที่ได้มาตรฐานเสมอ

2. โครงสร้างพื้นฐานของฟังก์ชัน

การเขียนฟังก์ชันใน Excel จะมีรูปแบบ (Syntax) ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนี้

รูปแบบ =ชื่อฟังก์ชัน(อาร์กิวเมนต์)

  1. เครื่องหมายเท่ากับ (=) ทุกฟังก์ชันต้องเริ่มต้นด้วยเครื่องหมายเท่ากับเสมอ เพื่อบอกโปรแกรมว่านี่คือการคำนวณ
  2. ชื่อฟังก์ชัน (Function Name) คำสั่งภาษาอังกฤษที่ระบุว่าเราต้องการทำอะไร เช่น SUM, AVERAGE
  3. วงเล็บ () ข้อมูลที่ต้องการคำนวณจะต้องอยู่ภายในวงเล็บเสมอ
  4. อาร์กิวเมนต์ (Arguments) ข้อมูลหรือเซลล์ที่เราต้องการให้ฟังก์ชันนำไปประมวลผล

💡 เคล็ดลับการระบุเซลล์

  • เครื่องหมายจุลภาค (,) หรือ อัฒภาค (;) ใช้เลือกเฉพาะบางเซลล์ เช่น =SUM(A1, A5) หมายถึง นำ A1 บวกกับ A5
  • เครื่องหมายโคลอน (:) ใช้ระบุ ช่วงเซลล์ (Range) เช่น =SUM(A1:A5) หมายถึง นำเซลล์ตั้งแต่ A1 ถึง A5 มาบวกกันทั้งหมด (A1+A2+A3+A4+A5)

3. รวม 5 ฟังก์ชันพื้นฐานที่ต้องรู้

1. ฟังก์ชัน SUM (หาผลรวม)

  • ที่มา มาจากคำว่า “Summation” ที่แปลว่า ผลรวม
  • หน้าที่ ใช้สำหรับหาผลรวมของตัวเลขทั้งหมดในกลุ่มเซลล์ที่เรากำหนด
  • วิธีใช้ =SUM(ช่วงเซลล์) เช่น =SUM(B2:B10)
  • จำง่ายๆ ถ้าอยากได้ยอดรวมทั้งหมด ให้ใช้ SUM

⭐ เครื่องมือเสริม นักเรียนสามารถใช้ปุ่ม AutoSum (ผลรวมอัตโนมัติ) บนแถบเครื่องมือ เพื่อใส่ฟังก์ชัน SUM ได้อย่างรวดเร็ว โดยโปรแกรมจะพยายามเดาช่วงข้อมูลให้เราทันที

2. ฟังก์ชัน AVERAGE (หาค่าเฉลี่ย)

  • ที่มา มาจากคำว่า “Average” ที่แปลว่า ค่าเฉลี่ย
  • หน้าที่ นำตัวเลขทั้งหมดมาบวกกัน แล้วหารด้วยจำนวนรายการทั้งหมด เช่น การหาเกรดเฉลี่ย หรือคะแนนเฉลี่ยของห้อง
  • วิธีใช้ =AVERAGE(ช่วงเซลล์) เช่น =AVERAGE(C2:C10)
  • จำง่ายๆ ถ้าอยากรู้ค่าเฉลี่ย ให้ใช้ AVERAGE

3. ฟังก์ชัน COUNT (นับจำนวนข้อมูลตัวเลข)

  • ที่มา มาจากคำว่า “Count” ที่แปลว่า นับจำนวน
  • หน้าที่ ใช้นับว่ามีเซลล์จำนวนกี่เซลล์ที่มีตัวเลขบรรจุอยู่ จะไม่นับเซลล์ที่ว่างเปล่าหรือเซลล์ที่เป็นตัวอักษรข้อความ เช่น นับจำนวนคนที่เข้าสอบที่มีคะแนน
  • วิธีใช้ =COUNT(ช่วงเซลล์) เช่น =COUNT(D2:D10)
  • จำง่ายๆ ถ้าอยากนับว่ามีข้อมูลตัวเลขกี่รายการ ให้ใช้ COUNT

4. ฟังก์ชัน MAX (หาค่าสูงสุด)

  • ที่มา มาจากคำว่า “Maximum” ที่แปลว่า ค่าสูงสุด
  • หน้าที่ ใช้ค้นหาตัวเลขที่มีค่ามากที่สุดในกลุ่มข้อมูลนั้นๆ เช่น หาคนชที่ได้คะแนนสอบสูงที่สุดในห้อง
  • วิธีใช้ =MAX(ช่วงเซลล์) เช่น =MAX(E2:E10)
  • จำง่ายๆ ถ้าอยากหาค่าที่มากที่สุด ให้ใช้ MAX

5. ฟังก์ชัน MIN (หาค่าต่ำสุด)

  • ที่มา มาจากคำว่า “Minimum” ที่แปลว่า ค่าต่ำสุด
  • หน้าที่ ใช้ค้นหาตัวเลขที่มีค่าน้อยที่สุดในกลุ่มข้อมูลนั้นๆ เช่น หาคะแนนที่ต่ำที่สุดของการสอบครั้งนี้
  • วิธีใช้ =MIN(ช่วงเซลล์) เช่น =MIN(F2:F10)
  • จำง่ายๆ ถ้าอยากหาค่าที่น้อยที่สุด ให้ใช้ MIN

📝 สรุปตารางช่วยจำฟังก์ชัน

ฟังก์ชันคำเต็มภาษาอังกฤษหน้าที่รูปแบบการพิมพ์
SUMSummationหาผลรวมทั้งหมด=SUM(A1:A10)
AVERAGEAverageหาค่าเฉลี่ย=AVERAGE(A1:A10)
COUNTCountนับจำนวนเซลล์ (เฉพาะตัวเลข)=COUNT(A1:A10)
MAXMaximumหาค่าที่มากที่สุด=MAX(A1:A10)
MINMinimumหาค่าที่น้อยที่สุด=MIN(A1:A10)

การใช้ฟังก์ชัน IF ในโปรแกรม Excel เพื่อการตัดสินใจ

ที่ผ่านมา นักเรียนคงได้รู้จักและใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานสำหรับการคำนวณและหาสถิติกันไปแล้ว เช่น SUM (หาผลรวม) , AVERAGE (หาค่าเฉลี่ย) , MAX (หาค่าสูงสุด) และ MIN (หาค่าต่ำสุด) ซึ่งฟังก์ชันเหล่านี้ยอดเยี่ยมมากในการจัดการกับตัวเลข

แต่จะทำอย่างไรถ้าเราต้องการให้โปรแกรมตัดสินใจอะไรบางอย่างแทนเรา? เช่น “ถ้าคะแนนสอบของนักเรียนมากกว่าหรือเท่ากับ 50 ให้แสดงผลว่า ‘ผ่าน’ แต่ถ้าน้อยกว่าให้แสดงผลว่า ‘ไม่ผ่าน’” ในบทเรียนนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับการทำงานในลักษณะนี้ นั่นคือ ฟังก์ชัน IF

1. เงื่อนไขตรรกะ (Logical Test) คืออะไร?

ก่อนที่จะเริ่มต้นใช้ฟังก์ชัน IF เราจะต้องเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า เงื่อนไขตรรกะ เสียก่อน

เงื่อนไขตรรกะ คือ ประโยคเงื่อนไขหรือคำถามที่คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลและให้คำตอบได้เพียง 2 รูปแบบเท่านั้น คือ จริง (TRUE) หรือ เท็จ (FALSE) ตัวอย่างการประเมินเงื่อนไข:

  • 5 > 3 (5 มากกว่า 3) ➔ ผลลัพธ์คือ จริง (TRUE)
  • 10 = 20 (10 เท่ากับ 20) ➔ ผลลัพธ์คือ เท็จ (FALSE)
  • A1 < 50 (ค่าในเซลล์ A1 น้อยกว่า 50) ➔ ผลลัพธ์จะเป็น จริง หรือ เท็จ ก็จะขึ้นอยู่กับว่าตัวเลขที่อยู่ในเซลล์ A1 คือค่าอะไร

2. ตัวดำเนินการเปรียบเทียบ (Comparison Operators)

ในการสร้างเงื่อนไขตรรกะ เราจำเป็นต้องใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์เพื่อช่วยในการเปรียบเทียบค่าต่างๆ ตารางด้านล่างนี้คือสัญลักษณ์ที่นักเรียนต้องจำเพื่อนำไปใช้ในฟังก์ชัน

เครื่องหมายความหมายตัวอย่างการใช้งานผลลัพธ์ของตัวอย่าง
=เท่ากับA1 = 100ตรวจสอบว่าค่าใน A1 คือ 100 หรือไม่
>มากกว่าB2 > 50ตรวจสอบว่าค่าใน B2 มากกว่า 50 หรือไม่
<น้อยกว่าC3 < 70ตรวจสอบว่าค่าใน C3 น้อยกว่า 70 หรือไม่
>=มากกว่าหรือเท่ากับD4 >= 60ตรวจสอบว่าค่าใน D4 ตั้งแต่ 60 ขึ้นไปหรือไม่
<=น้อยกว่าหรือเท่ากับE5 <= 80ตรวจสอบว่าค่าใน E5 ไม่เกิน 80 หรือไม่
<>ไม่เท่ากับF6 <> "หมด"ตรวจสอบว่าค่าใน F6 ไม่ใช่คำว่า หมด ใช่หรือไม่

3. โครงสร้างของฟังก์ชัน IF

เมื่อเราเข้าใจเงื่อนไขแล้ว การเขียนฟังก์ชัน IF นั้นไม่ซับซ้อนเลยครับ โครงสร้างของฟังก์ชันประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ดังนี้

รูปแบบการเขียน

=IF(Logical_test, Value_if_true, Value_if_false)

คำอธิบายแต่ละส่วนประกอบ

  1. Logical_test (เงื่อนไข) สิ่งที่เราต้องการตรวจสอบ เช่น B2>=50
  2. Value_if_true (ค่าถ้าเป็นจริง) ผลลัพธ์ที่จะแสดงออกมา หากเงื่อนไขในข้อ 1 เป็น จริง เช่น ผ่าน
  3. Value_if_false (ค่าถ้าเป็นเท็จ) ผลลัพธ์ที่จะแสดงออกมา หากเงื่อนไขในข้อ 1 เป็น เท็จ เช่น ไม่ผ่าน

📌 ข้อควรระวังที่สำคัญมาก!

หากผลลัพธ์ที่นักเรียนต้องการให้โปรแกรมแสดงผลเป็น ข้อความ (Text) นักเรียนจะต้องใส่เครื่องหมายอัญประกาศคู่ (เครื่องหมายฟันหนู " ") คร่อมข้อความนั้นเสมอ เช่น "ผ่าน", "ไม่ผ่าน", "ดีมาก" หากไม่ใส่เครื่องหมายนี้ โปรแกรมจะแจ้งเตือนข้อผิดพลาด (Error) ทันที

ฟังก์ชัน IFS ผู้ช่วยตัดสินใจหลายเงื่อนไขใน Excel

เวลาที่เราเล่นเกม ไม่ว่าจะเป็น RoV , Valorant หรือเกมออนไลน์อื่นๆ นักเรียนเคยสงสัยไหมว่าระบบในเกมรู้ได้ยังไงว่า คะแนนเท่านี้เราควรอยู่แรงก์ (Rank) อะไร?

ถ้าคะแนนถึง 3,000 ได้ขึ้น Platinum แต่ถ้าคะแนนอยู่แค่ 1,500 ต้องตกไปอยู่ Silver

เบื้องหลังการตัดสินใจแบบนี้ ในโปรแกรมตารางคำนวณอย่าง Excel เราสามารถใช้ฟังก์ชันที่เรียกว่า IFS มาช่วยคิดได้ วันนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีใช้ฟังก์ชันนี้กัน รับรองว่าเข้าใจง่ายและเอาไปปรับใช้ได้แน่นอน!

1. ข้อจำกัดของฟังก์ชัน IF (ทำไมเราถึงต้องมี IFS?)

ก่อนหน้านี้ นักเรียนอาจจะเคยรู้จักฟังก์ชัน IF ธรรมดากันมาบ้าง ฟังก์ชัน IF มีไว้สำหรับตัดสินใจแบบ ทางแยก 2 ทาง (ใช่ หรือ ไม่ใช่) เช่น ถ้าคะแนนเกิน 50 คือ “สอบผ่าน” ถ้าไม่ถึงคือ “สอบตก”

แต่ในโลกความเป็นจริง เงื่อนไขมันไม่ได้มีแค่ 2 ทาง สมมติว่าระบบแรงก์ในเกมของเราเป็นแบบนี้

  • คะแนนน้อยกว่า 1,000 = Bronze
  • คะแนน 1,000 – 1,999 = Silver
  • คะแนน 2,000 – 2,999 = Gold
  • คะแนน 3,000 ขึ้นไป = Platinum

ถ้าเราใช้ฟังก์ชัน IF ธรรมดา เราต้องเขียนสูตรซ้อนกันหลายชั้น (IF ซ้อน IF) พิมพ์ผิดนิดเดียว Excel ก็จะแจ้ง Error ทันที ทำให้ปวดหัวมากเวลาต้องกลับมาแก้ไข

2. รู้จักกับฟังก์ชัน IFS (ฮีโร่ตัวใหม่ของเรา)

เพื่อแก้ปัญหา IF ซ้อน IF ที่แสนจะวุ่นวาย Excel จึงมีฟังก์ชัน IFS (เติม S เข้าไปแปลว่ามีหลายเงื่อนไข) ซึ่งออกแบบมาให้เขียนง่ายและอ่านง่ายกว่าเดิมมาก

รูปแบบการเขียน (Syntax) =IFS(เงื่อนไขที่ 1, ผลลัพธ์ที่ 1, เงื่อนไขที่ 2, ผลลัพธ์ที่ 2, ...ไปเรื่อยๆ)

หลักการทำงาน IFS จะทำการเช็คเงื่อนไขจาก ซ้ายไปขวา หรือ ข้อแรกไปข้อถัดไป ถ้ามันเจอว่าเงื่อนไขไหนเป็นจริง (True) มันจะแสดงผลลัพธ์นั้นทันที และหยุดทำงานโดยไม่ไปสนใจเงื่อนไขข้างหลังอีกเลย

3. ตัวอย่างการใช้งาน มาสร้างระบบจัดแรงก์เกม

ลองนึกภาพว่าเราเป็นผู้สร้างเกม และเรามีข้อมูลคะแนนผู้เล่นอยู่ในเซลล์ A2 เราจะเขียนสูตร IFS เพื่อจัดแรงก์อย่างไร?

เราสามารถเขียนสูตรได้แบบนี้ =IFS(A2>=3000, "Platinum", A2>=2000, "Gold", A2>=1000, "Silver", A2<1000, "Bronze")

เจาะลึกวิธีคิดของ Excel จากสูตรนี้ สมมติว่าผู้เล่นมีคะแนน 2,500 แต้ม Excel จะคิดตามลำดับดังนี้

  1. เช็คเงื่อนไขที่ 1 A2>=3000 (2,500 มากกว่าหรือเท่ากับ 3,000 ไหม?) -> คำตอบคือ ไม่ (ข้ามไปดูข้อต่อไป)
  2. เช็คเงื่อนไขที่ 2 A2>=2000 (2,500 มากกว่าหรือเท่ากับ 2,000 ไหม?) -> คำตอบคือ ใช่!
  3. เมื่อเจอข้อที่ใช่ Excel จะแสดงผลลัพธ์ “Gold” ออกมาทันที และหยุดการทำงานตรงนี้เลย

💡 เคล็ดลับสำคัญ เวลาเขียนสูตร IFS เราต้องเรียงลำดับเงื่อนไขให้ดีครับ แนะนำให้ เรียงจากมากไปหาน้อย (หรือน้อยไปหามาก) เสมอ เพื่อไม่ให้ Excel สับสนและแสดงผลลัพธ์ผิดพลาด

📌 สรุปสั้นๆ ให้จำง่าย

  • IF ธรรมดา เหมาะกับเรื่องที่มีแค่ 2 ทางเลือก (เช่น ผ่าน/ตก, ชนะ/แพ้)
  • IFS เกิดมาเพื่อจัดการเงื่อนไขที่มากกว่า 2 ทางเลือก เขียนง่าย เรียงกันเป็นคู่ๆ (เงื่อนไข, ผลลัพธ์) ลดความสับสนเรื่องการใส่วงเล็บปิดไปได้เยอะมาก

เพียงเท่านี้นักเรียนก็สามารถเอาฟังก์ชัน IFS ไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งการจัดแรงก์เกม ตัดเกรด (A, B, C, D, F) หรือใช้คำนวณส่วนลดต่างๆได้อย่างสบายๆแล้ว

สรุปเนื้อหาทบทวนก่อนสอบกลางภาค

1. พื้นฐานการจัดการข้อมูลและเซลล์

การเข้าใจว่า Excel มองข้อมูลที่เราพิมพ์อย่างไร เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด

  • ประเภทของข้อมูล
    • ข้อความ (Text) ตัวอักษร หรือเบอร์โทรศัพท์ Excel จะ จัดชิดซ้าย เสมอ
    • ตัวเลข (Number) ข้อมูลที่นำไปคำนวณได้ Excel จะ จัดชิดขวา เสมอ
    • จุดระวัง ห้ามพิมพ์ตัวอักษรต่อท้ายตัวเลขหากต้องการนำไปคำนวณ เช่น พิมพ์ “1500 บาท” ลงในเซลล์ โปรแกรมจะมองเป็นข้อความทันทีและคำนวณไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือพิมพ์แค่ 1500 แล้วไปตั้งค่ารูปแบบ (Number Style) บนเมนูแทน
  • การแก้ไขข้อมูล ไม่ต้องลบพิมพ์ใหม่ทั้งหมด นักเรียนสามารถกดปุ่ม F2 หรือ ดับเบิลคลิก ที่เซลล์เพื่อแก้ไขข้อมูลข้างในได้เลย
  • การเลือกเซลล์ (Select)
    • เลือกเซลล์ที่ ไม่ต่อเนื่องกัน เช่น B1 แล้วกระโดดไป F1 ให้กดปุ่ม Ctrl ค้างไว้
    • เลือก ทั้งแผ่นงาน (ชีต) ให้กดปุ่ม Ctrl + A

2. การจัดการโครงสร้างตาราง

  • คัดลอก (Copy) vs ตัด (Cut)
    • คัดลอก (Ctrl+C) ข้อมูลต้นฉบับยังอยู่
    • ตัด (Ctrl+X) ข้อมูลต้นฉบับจะ ถูกย้าย ไปยังตำแหน่งใหม่เมื่อเรากดวาง
  • ความกว้างคอลัมน์ ถ้านักเรียนเห็นข้อมูลล้นเซลล์ ให้เอาเมาส์ไปชี้ที่เส้นแบ่งหัวคอลัมน์แล้ว ดับเบิลคลิก (AutoFit) โปรแกรมจะขยายช่องให้พอดีกับข้อมูลที่ยาวที่สุดอัตโนมัติ
  • รวมเซลล์ (Merge & Center) ใช้เมื่อต้องการนำเซลล์หลายๆ ช่องมารวมเป็นช่องเดียว มักใช้ทำหัวข้อตารางให้อยู่กึ่งกลาง

3. หัวใจสำคัญของการคำนวณ (สูตรและเครื่องหมาย)

  • กฎเหล็ก การคำนวณทุกครั้งต้องขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย = (เท่ากับ) เสมอ
  • การอ้างอิงเซลล์ (Cell Reference)
    • อย่าพิมพ์ตัวเลขลงในสูตรโดยตรง เช่น =170+200 เพราะถ้าข้อมูลเปลี่ยน เราต้องมาแก้สูตรใหม่
    • ให้พิมพ์ชื่อเซลล์แทน เช่น =A1+B1 เพราะเมื่อตัวเลขในเซลล์ A1 หรือ B1 เปลี่ยนแปลง ผลลัพธ์จะ อัปเดตให้อัตโนมัติ ทันที
  • เครื่องหมายคณิตศาสตร์
    • คูณ ใช้เครื่องหมาย * (ดอกจัน)
    • หาร ใช้เครื่องหมาย / (ทับ)
    • ไม่เท่ากับ ใช้เครื่องหมาย <>
  • ลำดับความสำคัญของเครื่องหมาย
    • Excel จะทำ คูณและหาร ก่อน บวกและลบ เสมอ
    • ถ้าพิมพ์ =2+3*4 Excel จะเอา 3*4 ก่อนได้ 12 แล้วค่อยบวก 2 คำตอบคือ 14
    • วิธีแก้ หากต้องการให้คำนวณบวกก่อน ต้องใส่วงเล็บครอบเลขที่ต้องการก่อน เช่น =(2+3)*4

4. ฟังก์ชันพื้นฐานที่ต้องจำ

ฟังก์ชันคือ สูตรสำเร็จรูปที่ช่วยลดเวลาในการเขียนสูตรยาวๆ สิ่งที่ต้องจำคือหน้าที่ของแต่ละฟังก์ชัน

ฟังก์ชันหน้าที่ตัวอย่าง
SUMหา ผลรวม ทั้งหมด=SUM(A1:A5)
AVERAGEหา ค่าเฉลี่ย=AVERAGE(A1:A5)
MAXหาค่าที่ มากที่สุด=MAX(A1:A5)
MINหาค่าที่ น้อยที่สุด=MIN(A1:A5)
COUNTนับจำนวน คน/รายการ=COUNT(A1:A5)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ COUNT ฟังก์ชัน COUNT จะนับเฉพาะเซลล์ที่มี ตัวเลข อยู่เท่านั้น หากเซลล์นั้นว่างเปล่า โปรแกรมจะไม่นับรวมด้วย

ข้อควรรู้เกี่ยวกับเครื่องหมาย ( : ) โคลอน หมายถึง “ถึง” (Range) เช่น A1:A5 คือการลากคลุมตั้งแต่ A1 ถึง A5

5. ให้ Excel ช่วยตัดสินใจด้วย IF และ IFS

เมื่อเราต้องการให้โปรแกรมเช็คเงื่อนไข เช่น ผ่าน/ตก หรือ ตัดเกรด เราจะใช้ฟังก์ชันกลุ่มนี้

  • กฎของการแสดงผลข้อความ ไม่ว่าจะใช้ IF หรือ IFS หากต้องการให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวหนังสือ นักเรียนต้องใส่เครื่องหมาย ” ” (ฟันหนู) คร่อมข้อความเสมอ เช่น "ผ่าน" , "ตก" , "สมุด" หากไม่ใส่ โปรแกรมจะ Error ทันที

ความแตกต่างระหว่าง IF กับ IFS

  • IF (ธรรมดา) ใช้กับสถานการณ์ที่มี แค่ 2 ทางเลือก เช่น สอบผ่าน หรือ สอบตก
  • IFS (มี S) ใช้กับสถานการณ์ที่มี มากกว่า 2 ทางเลือก ขึ้นไป เช่น การตัดเกรด A, B, C, D, F

วิธีเขียน IFS

การเขียน IFS จะจับคู่ เงื่อนไข กับ ผลลัพธ์ ไปเรื่อยๆ และ ต้องเรียงลำดับเงื่อนไขจากมากไปหาน้อยเสมอ โปรแกรมจะเช็คจากซ้ายไปขวา ถ้าเจอเงื่อนไขที่เป็นจริงเมื่อไหร่ จะหยุดและแสดงผลทันที

เครื่องมือจัดการข้อมูล Sorting & Filtering

ลองจินตนาการว่าเรามีข้อมูลเพื่อนๆ ทั้งโรงเรียนอยู่ 1,000 คน ถ้าครูอยากจะหาว่าใครเป็นคนที่สูงที่สุด เราจะทำยังไง? หรือถ้าเราอยากจะหาแค่เพื่อนๆ ที่ชอบสีเขียวเท่านั้น เราจะทำยังไง? การเลื่อนดูทีละคนคงใช้เวลานานมากๆ เลยใช่ไหม?

นี่แหละครับคือเหตุผลที่เราต้องรู้จัก การเรียงลำดับ (Sorting) และ การกรองข้อมูล (Filtering) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในโปรแกรม Microsoft Excel ที่จะช่วยให้เราจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เหมือนกับเรามีพลังวิเศษที่สามารถจัดระเบียบและค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ในพริบตา

ส่วนที่ 1 การเรียงลำดับ (Sorting)

1. Sorting คืออะไร

Sorting คือการจัดเรียงข้อมูลในตารางตามลำดับที่เราต้องการ เช่น เรียงตัวอักษรจาก ก-ฮ (น้อยไปมาก) หรือ ฮ-ก (มากไปน้อย) รวมถึงเรียงตัวเลขจากน้อยไปมาก หรือจากมากไปน้อย

2. การเรียงลำดับแบบง่าย บนคอลัมน์เดียว

ขั้นตอน

  • เลือกเซลล์ใดๆ ในคอลัมน์ที่เราต้องการเรียง เช่น คอลัมน์ ส่วนสูง
  • ไปที่แท็บ Data (ข้อมูล) บนแถบเมนู
  • มองหาปุ่มเพื่อเรียงลำดับ
    • คลิกที่ปุ่ม A→Z เพื่อเรียงจาก น้อยไปมาก (ส่วนสูงน้อยที่สุดไปมากที่สุด)
    • คลิกที่ปุ่ม Z→A เพื่อเรียงจาก มากไปน้อย (ส่วนสูงมากที่สุดไปน้อยที่สุด)

สิ่งสำคัญ Excel จะฉลาดพอที่จะเรียงข้อมูลทั้งแถวตามคอลัมน์ที่เราเลือก ไม่ใช่แค่คอลัมน์เดียว ทำให้ข้อมูลไม่สลับกันมั่ว

3. การเรียงลำดับแบบซับซ้อน Custom Sort (การเรียงลำดับหลายระดับ)

ในบางครั้ง เราต้องการเรียงข้อมูลตามเงื่อนไขที่ซับซ้อนขึ้น เช่น เรียงนักเรียนตาม ชั้นเรียน ก่อน แล้วค่อยเรียงตาม เลขที่ ในแต่ละห้องอีกที

ขั้นตอน

  • เลือกช่วงข้อมูลทั้งหมด ที่ต้องการเรียง เช่น ตารางข้อมูลนักเรียนทั้งหมด
  • ไปที่แท็บ Data (ข้อมูล) แล้วคลิกที่ปุ่ม Sort
  • หน้าต่าง Custom Sort จะปรากฏขึ้น
    • Sort by (เรียงตาม) เลือกคอลัมน์แรกที่เราต้องการเรียงก่อน เช่น ชั้นเรียน
    • Sort On (เรียงบน) เลือก Cell Values (ค่าในเซลล์)
    • Order (ลำดับ) เลือก A to Z หรือ Z to A ตามที่ต้องการ
    • คลิก Add Level (เพิ่มระดับ) เพื่อเพิ่มเงื่อนไขการเรียงลำดับที่สอง
    • Then by (จากนั้นเรียงตาม) เลือกคอลัมน์ที่สองที่เราต้องการเรียงต่อ (เช่น เลขที่)
    • Order (ลำดับ) เลือก Smallest to Largest (น้อยไปมาก)
  • กด OK

ส่วนที่ 2 การกรองข้อมูล (Filtering)

1. Filtering คืออะไร

Filtering คือการเลือกแสดงเฉพาะข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขที่เรากำหนดเท่านั้น ข้อมูลที่ไม่ตรงเงื่อนไขจะถูกซ่อนไว้ชั่วคราว ทำให้เราสามารถโฟกัสกับข้อมูลที่เราสนใจได้ง่ายขึ้นมาก

2. การเปิดใช้งาน Filter (AutoFilter)

ขั้นตอน

  • เลือกเซลล์ใดๆ ในตารางข้อมูล
  • ไปที่แท็บ Data (ข้อมูล) แล้วคลิกที่ปุ่ม Filter
  • เมื่อเปิดใช้งานแล้ว จะมีสัญลักษณ์ลูกศรคว่ำปรากฏขึ้นที่หัวคอลัมน์แต่ละคอลัมน์

3. การกรองข้อมูลตามเงื่อนไขต่างๆ

เมื่อคลิกที่ลูกศรคว่ำที่หัวคอลัมน์ จะมีเมนูตัวเลือกให้เรากรองข้อมูลได้หลายแบบ

  • การกรองตามค่าในเซลล์ เราสามารถเลือกติ๊กเครื่องหมายถูกที่ค่าที่เราต้องการแสดงได้เลย เช่น ติ๊กเฉพาะ เพศชาย
  • การกรองตามตัวเลข (Number Filters)
    • Equal To… (เท่ากับ…)
    • Greater Than… (มากกว่า…)
    • Between… (ระหว่าง…)
  • การกรองตามข้อความ (Text Filters)
    • Contains… (มีคำว่า…)
    • Begins With… (ขึ้นต้นด้วย…)
  • การกรองตามวันที่ (Date Filters)
    • Today (วันนี้)
    • This Month (เดือนนี้)
  • การกรองตามสี (Filter by Color)
    • ถ้าเซลล์ข้อมูลมีการใส่สี (ไม่ว่าจะใส่เองหรือใช้ Conditional Formatting) เราสามารถเลือกกรองเฉพาะเซลล์ที่มีสีนั้นๆ ได้เลย

4. การล้าง Filter

หลังจากที่กรองข้อมูลเสร็จแล้ว ถ้าต้องการให้ข้อมูลกลับมาแสดงทั้งหมดเหมือนเดิม ให้คลิกที่ปุ่ม Clear ในหัวคอลัมน์ หรือไปที่แท็บ Data แล้วคลิกที่ปุ่ม Clear

สไลด์สอนโปรแกรม Excel

พื้นฐานการใช้สูตรใน Excel https://gamma.app/docs/3-Excel-y2jow03zx1l3ja1

รู้จักฟังก์ชัน Excel https://gamma.app/docs/3-Excel-qd1ldig0ntszuuc

ฟังก์ชัน IF ใน Excel https://gamma.app/docs/3-IF-Excel-947pfdyh5jget4h

ฟังก์ชัน IFS ผู้ช่วยตัดสินใจหลายเงื่อนไขใน Excel https://gamma.app/docs/3-IFS-Excel-nhfofmpnrs9jklh

ใบงาน ใบกิจกรรม

สอบปลายภาค

https://g.co/gemini/share/eac358679ec0

Scroll to Top