การออกแบบและเทคโนโลยี ม.1

หน่วยที่ 1 เทคโนโลยีกับมนุษย์

เรื่องที่ 1 เทคโนโลยีคืออะไร

วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง “เทคโนโลยี”

พอครูพูดคำว่า “เทคโนโลยี”… นักเรียนนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก? ติ๊กต่อก… ติ๊กต่อก… 🤖

ครูเดาว่าส่วนใหญ่ต้องนึกถึง คอมพิวเตอร์, หุ่นยนต์, สมาร์ทโฟน, AI, หรืออะไรที่มันดูไฮเทค ล้ำๆ ใช่ไหมล่ะ?

แต่ถ้าครูบอกว่า… “ปากกา” ที่เราใช้เขียน, “เก้าอี้” ที่เรานั่ง, หรือแม้แต่ “รองเท้า” ที่เราใส่… ทั้งหมดนี้ก็คือ “เทคโนโลยี” เหมือนกัน!

เอ๊ะ… ทำไมล่ะ?

💡 1. ความหมายที่แท้จริงของ “เทคโนโลยี”

ง่ายๆ เลยนะ…

เทคโนโลยี คือ “สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น” เพื่อ “แก้ปัญหา” หรือ “สนองความต้องการ” ของเรา

มันไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่เป็น “สิ่งประดิษฐ์” หรือ “วิธีการ” ที่มนุษย์คิดขึ้นมาเพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ดีขึ้น หรือเร็วขึ้น ก็ถือเป็นเทคโนโลยีหมดเลย

เรามาดูตัวอย่างกัน:

  • ปัญหา: สมัยก่อนเรา “หิว” แต่ใช้มือเปล่าหยิบของร้อนๆ หรือซุปกินไม่ได้
    • เทคโนโลยีที่มนุษย์สร้าง: ช้อน, ส้อม, ตะเกียบ, ถ้วยชาม
  • ปัญหา: เรา “ร้อน”
    • เทคโนโลยีที่มนุษย์สร้าง: พัด (ที่ทำจากใบไม้), พัดลมไฟฟ้า, เครื่องปรับอากาศ (แอร์)
  • ปัญหา: เราอยาก “เขียน” หรือ “จดบันทึก”
    • เทคโนโลยีที่มนุษย์สร้าง: ดินสอ, ปากกา, กระดาษ, คอมพิวเตอร์

เห็นไหมครับว่า “ปากกา” ก็คือเทคโนโลยี เพราะมันถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหา “การจดบันทึก” นั่นเอง

💡 2. เทคโนโลยีมี 2 “ร่าง” นะ!

เทคโนโลยีไม่ได้มีแค่ “สิ่งของ” ที่จับต้องได้ แต่ยังมีแบบที่จับต้องไม่ได้ด้วย แบ่งเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ:

1. ผลิตภัณฑ์ (Product)

  • อันนี้ง่ายมาก คือของที่ “จับต้องได้” เป็นชิ้นเป็นอัน
  • ตัวอย่าง: จักรยาน, แว่นตา, ค้อน, โทรศัพท์มือถือ, ตู้เย็น, ไม้กวาด

2. กระบวนการ (Process)

  • อันนี้คือ “วิธีการ” หรือ “ขั้นตอน” ที่จับต้องไม่ได้
  • มันคือ “วิธีทำ” หรือ “ระบบ” ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา
  • ตัวอย่าง:
    • “สูตรทำอาหาร” (เช่น สูตรทำไข่เจียว) ก็เป็นเทคโนโลยีนะ!
    • “วิธีการปลูกข้าว” ของชาวนา
    • “โปรแกรมคอมพิวเตอร์” หรือแอปในมือถือ (ตัวแอปเองเป็นกระบวนการ/ซอฟต์แวร์ ส่วนมือถือเป็นผลิตภัณฑ์)
    • “ระบบการจองตั๋วหนังออนไลน์” (ขั้นตอนการเลือกที่นั่ง, จ่ายเงิน)

ลองทายเล่นๆ:

  • กรรไกร? (ติ๊กต่อก…) -> ผลิตภัณฑ์
  • ระบบฝาก-ถอนเงินในธนาคาร? (ติ๊กต่อก…) -> กระบวนการ

💡 3. ประเภทของเทคโนโลยี

ในชีวิตประจำวันของเรา เทคโนโลยีมันเยอะแยะไปหมด จนเราเอามาจัดกลุ่มได้หลายแบบเลย เช่น:

  • เทคโนโลยีการศึกษา: กระดานดำ, ชอล์ก, หนังสือเรียน, คอมพิวเตอร์, โปรเจคเตอร์
  • เทคโนโลยีการแพทย์: เข็มฉีดยา, วัคซีน, เครื่องวัดความดัน, ที่ตรวจ ATK
  • เทคโนโลยีการสื่อสาร: โทรศัพท์, อินเทอร์เน็ต, สัญญาณ 5G, แอป LINE
  • เทคโนโลยีการเกษตร: จอบ, เสียม, รถไถนา, โดรนรดน้ำต้นไม้

🎯 สรุป

ตอนนี้เราน่าจะเข้าใจตรงกันแล้วว่า “เทคโนโลยี” ไม่ใช่แค่ของล้ำๆ แต่คือ ทุกสิ่งที่มนุษย์สร้างมาเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งมีทั้งแบบ “ผลิตภัณฑ์” (ของ) และ “กระบวนการ” (วิธีทำ) ครับ

สไลด์สอน เทคโนโลยีคืออะไรกันแน่

https://gamma.app/docs/1-lhnjeobw8qla1tq

ไฟล์ใบงานที่ 1

เรื่องที่ 2 เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้ฉลาด

คาบที่แล้วเรารู้แล้วว่า “ครกกับสาก” ก็คือเทคโนโลยี (เพราะมนุษย์สร้างมาแก้ปัญหา “อยากบดพริก”)

คำถามของวันนี้คือ…

ถ้าเราอยาก “บดพริก” เหมือนกัน ระหว่างใช้ “ครกกับสาก” กับใช้ “เครื่องปั่นไฟฟ้า”… อันไหนดีกว่ากัน?

หลายคนอาจจะรีบตอบว่า “เครื่องปั่นสิครู! เร็วกว่า สบายกว่า!”

แต่… มันจริงเสมอไปเหรอ? วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันครับ

💡 1. เทคโนโลยีมี “เลเวล”

ใช่ครับ เทคโนโลยีก็เหมือนเกม มันมีระดับความซับซ้อนของมัน เราแบ่งง่ายๆ ได้ 3 ระดับ:

เลเวล 1: เทคโนโลยีระดับพื้นฐาน (Basic Tech)

  • พวกนี้คือของง่ายๆ, เครื่องมือง่ายๆ
  • ใช้พลังงานจาก “คน” (แรงเราเอง) หรือ “สัตว์” หรือ “ธรรมชาติ” (ลม, แดด)
  • ตัวอย่าง: ครกกับสาก (ใช้แรงเราตำ), มีด, จอบ, เสียม, ไม้กวาด, เรือพาย, พัด (ที่เราใช้มือโบก)

เลเวล 2: เทคโนโลยีระดับกลาง (Medium Tech)

  • ซับซ้อนขึ้นมาหน่อย เริ่มมี “เครื่องจักร” หรือ “กลไก” เข้ามาช่วย
  • มักจะใช้พลังงาน “ไฟฟ้า” หรือ “น้ำมันเชื้อเพลิง”
  • ตัวอย่าง: เครื่องปั่นไฟฟ้า, พัดลมไฟฟ้า, จักรยาน (มีโซ่มีเฟือง), รถยนต์, จักรเย็บผ้า, เครื่องซักผ้า

เลเวล 3: เทคโนโลยีระดับสูง (High-Tech)

  • อันนี้คือพวก “ล้ำๆ” ที่เรานึกถึงตอนแรก
  • ต้องใช้ “คอมพิวเตอร์”, “อิเล็กทรอนิกส์” ที่ซับซ้อน, AI, หรือ “อินเทอร์เน็ต”
  • ตัวอย่าง: สมาร์ทโฟน, AI, โดรน (ที่บินเองได้), ระบบ Cloud (Google Drive), หรืออาจจะเป็น “เครื่องปั่นอัจฉริยะ” ที่สั่งงานผ่านมือถือได้

💡 2. “เลเวลสูง” ไม่ได้แปลว่า “ดีที่สุด” เสมอไป!

กลับมาที่คำถามของเรา “ครก” (เลเวล 1) กับ “เครื่องปั่น” (เลเวล 2) อันไหนดีกว่ากัน?

มัน “แล้วแต่สถานการณ์” ครับ!

เรามาลอง “วิเคราะห์” สถานการณ์กัน

โจทย์ : ต้องการซักผ้า

สถานการณ์เทคโนโลยีที่เลือกระดับเทคโนโลยีทำไมถึงเลือก? (ข้อดี/ข้อเสีย)
ซักผ้า 30 ชิ้น กองใหญ่มาก1. ซักมือ   2. เครื่องซักผ้า1. พื้นฐาน   2. กลาง1. (ไม่ดี) โคตรเหนื่อย ใช้เวลานานมาก   2. (ดี) สบาย ทุ่นแรง เร็ว
ซักผ้าแค่ 1 ชิ้น (แค่ถุงเท้าคู่เดียว)1. ซักมือ   2. เครื่องซักผ้า1. พื้นฐาน   2. กลาง1. (ดี) เร็ว สะดวก แป๊บเดียวเสร็จ   2. (ไม่ดี) เปลืองไฟ เปลืองน้ำมาก!
ซักผ้ากองใหญ่ แต่… “ไฟดับ”1. ซักมือ   2. เครื่องซักผ้า1. พื้นฐาน   2. กลาง1. (จำเป็น) เป็นทางเดียวที่ซักได้!   2. (ใช้ไม่ได้) กลายเป็นถังเหล็กธรรมดาไปเลย

เห็นอะไรไหมครับ?

บางครั้ง “ซักมือ” (เทคโนโลยีระดับพื้นฐาน) ก็ดีกว่า “เครื่องซักผ้า” (เทคโนโลยีระดับกลาง)

🎯 สรุป

การที่เราเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี ไม่ใช่เพื่อให้เราต้องวิ่งตามของใหม่ๆ หรือของแพงๆ (ระดับสูง) เสมอไป

แต่…

เราเรียนรู้… เพื่อให้เรา “เห็นคุณค่า” ของเทคโนโลยีทุกระดับ และ “เลือกใช้” มันได้อย่าง “เหมาะสม” (Appropriate) กับปัญหาที่เราเจอ

คนเก่งเทคโนโลยี ไม่ใช่คนที่ใช้ของแพงที่สุด

แต่คือ “คนที่รู้ว่า เมื่อไหร่ควรใช้ครก และ เมื่อไหร่ควรใช้เครื่องปั่น”

เราต้องดูว่า…

  • ปัญหานั้นคืออะไร? (ซักผ้า 1 ชิ้น หรือ 30 ชิ้น?)
  • เรามีทรัพยากรอะไรบ้าง? (ไฟดับไหม? มีเงินซื้อเครื่องซักผ้าไหม?)
  • ผลกระทบคืออะไร? (ใช้เครื่องปั่น 1 ชิ้น เปลืองไฟไหม?)

พอเราคิดแบบนี้ได้ เราก็จะใช้เทคโนโลยีมา “แก้ปัญหา” ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดครับ!

สไลด์สอน เทคโนโลยีแก้ปัญหาอย่างไร

https://gamma.app/docs/1-i9mw9vcy6kdvn8i

ใบงานที่ 2 ภารกิจเลือกเครื่องมือ

เรื่องที่ 3-4 ระบบทางเทคโนโลยี (Technological System)

นักเรียนเคยสงสัยไหมว่า “สิ่งของรอบตัวเราทำงานอย่างไร?” ทำไมหม้อหุงข้าวถึงรู้ว่าข้าวสุกแล้ว? ทำไมแอร์ถึงตัดเมื่อห้องเย็น? วันนี้เราจะมาถอดรหัส “ระบบ” ที่ซ่อนอยู่กันครับ!


1. ระบบคืออะไร? (What is a System?)

ระบบ (System) คือ กลุ่มของส่วนต่างๆ ตั้งแต่ 2 ส่วนขึ้นไป ที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน

  • ระบบในธรรมชาติ: เช่น ระบบย่อยอาหาร (ปาก $\to$ กระเพาะ $\to$ ลำไส้ $\to$ พลังงาน)
  • ระบบทางเทคโนโลยี: คือ ระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหรืออำนวยความสะดวก

2. องค์ประกอบหลัก 4 อย่าง (The 4 Key Components)

เทคโนโลยีเปรียบเสมือนร่างกายที่ต้องทำงานประสานกัน ประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ คือ

1. ตัวป้อน (Input) 📥

คือ สิ่งที่เราใส่เข้าไปเพื่อให้ระบบเริ่มต้นทำงานได้ (อาจเป็นวัตถุดิบ พลังงาน หรือข้อมูล)

2. กระบวนการ (Process) ⚙️

คือ การทำงานของเครื่องมือนั้นๆ เพื่อเปลี่ยนตัวป้อนให้เป็นผลลัพธ์ที่เราต้องการ

3. ผลผลิต (Output) 📤

คือ สิ่งที่ได้ออกมาจากการทำงาน หรือเป้าหมายหลักของเทคโนโลยีนั้น

4. ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) 🔄 (มีเฉพาะบางระบบ)

คือ ค่าที่ส่งกลับมาเพื่อควบคุมระบบให้ทำงานถูกต้อง (เช่น ตัดไฟเมื่อร้อนเกินไป)


🧐 ตัวอย่าง : ถอดรหัส “หม้อหุงข้าวไฟฟ้า”

ลองมาดูว่าหม้อหุงข้าวที่บ้านเรา มีระบบทำงานอย่างไร?

  • 📥 Input (ใส่ อะไรลงไป?): ข้าวสาร + น้ำ + พลังงานไฟฟ้า
  • ⚙️ Process (ทำ อะไรข้างใน?): เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นความร้อน $\to$ ต้มน้ำจนเดือด
  • 📤 Output (ได้ อะไรออกมา?): ข้าวสวยที่สุกพร้อมกิน
  • 🔄 Feedback (รู้ ได้ไงว่าสุก?): เมื่อน้ำแห้ง อุณหภูมิจะสูงขึ้น เซนเซอร์จะดีดตัดไฟ เพื่อเปลี่ยนเป็นโหมดอุ่น (Warm) ไม่ให้ข้าวไหม้

ข้อควรรู้: เทคโนโลยีง่ายๆ บางอย่างอาจ ไม่มี Feedback เช่น “พัดลมตั้งโต๊ะธรรมดา” ที่เราเปิดเบอร์ 3 มันก็จะหมุนแรงเท่าเดิมตลอด ไม่มีการตัดไฟเอง จนกว่าเราจะเดินไปปิด


3. ทำไมเทคโนโลยีถึงเปลี่ยนไป? (Change)

ของใช้รุ่นพ่อแม่ กับรุ่นเรา หน้าตาไม่เหมือนกัน เพราะปัจจัยเหล่านี้:

  1. ความก้าวหน้าของวิทย์: เรามีความรู้ใหม่ๆ วัสดุใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม
  2. เศรษฐกิจ: ต้องการลดต้นทุนการผลิต หรือเพิ่มมูลค่าสินค้า
  3. สังคม/วัฒนธรรม: ความนิยมเปลี่ยนไป (เช่น ยุคนี้ชอบของมินิมอล หรือเน้นพกพาได้)
  4. สิ่งแวดล้อม: ต้องการลดโลกร้อน หรือใช้วัสดุรีไซเคิล

4. เหรียญสองด้าน : ผลกระทบของเทคโนโลยี (Impact)

ก่อนจะใช้เทคโนโลยี เราต้องคิดให้รอบด้าน “Smart User” ต้องมองเห็นทั้งข้อดีและข้อเสีย

ด้านผลกระทบทางบวก (ข้อดี)ผลกระทบทางลบ (ข้อเสีย)
ต่อมนุษย์สบายขึ้น ทำงานเร็วขึ้น รักษาโรคยากๆ ได้ขยับตัวน้อยลง (อ้วนง่าย), สายตาสั้นจากการจ้องจอ, ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง
ต่อสังคมข้อมูลข่าวสารไว ติดต่อกันง่ายข่าวปลอม (Fake News), การกลั่นแกล้งออนไลน์ (Cyberbully)
ต่อสิ่งแวดล้อมมีพลังงานสะอาดใช้ (Solar Cell)ขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น, การใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง

✅ เช็คความเข้าใจ (Quick Quiz)

ลองตอบคำถามนี้ในใจดูนะ…

“ถ้าเราปั่นจักรยาน… แรงถีบของเรา จัดเป็นองค์ประกอบใดของระบบ?”

เฉลย : เป็น Input เพราะเป็นพลังงานที่ใส่เข้าไปเพื่อให้รถเคลื่อนที่

สไลด์สอน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

https://gamma.app/docs/1-i38cq6xhtvdqo24

กิจกรรม การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

https://kujj.my.canva.site/technology-system-quiz

หน่วยที่ 2 กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม

เรื่องที่ 5-6 กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม

เคยไหม? เจอเรื่องน่าหงุดหงิดในชีวิตประจำวัน เช่น สายหูฟังพันกันแกะยาก, รองเท้าเปียกตอนฝนตก, หรือโต๊ะนักเรียนที่รกจนหาของไม่เจอ

รู้ไหมว่า… ปัญหาพวกนี้แก้ได้ถาวร ถ้าเราคิดแบบ “วิศวกร”! วันนี้เราจะมาเรียนรู้เครื่องมือลับที่เรียกว่า “กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม 6 ขั้นตอน” ที่จะเปลี่ยนเธอให้เป็นนักแก้ปัญหาตัวยง


🛠️ 6 ขั้นตอนสู่การเป็นนักแก้ปัญหา (The 6 Steps)

กระบวนการนี้ไม่ได้ใช้แค่สร้างตึกหรือหุ่นยนต์ แต่ใช้แก้ปัญหาอะไรก็ได้! มาดูไปพร้อมกับ ตัวอย่าง: “อยากดูมือถือตอนกินข้าว แต่ขี้เกียจถือ”

1. ระบุปัญหา (Identify the Problem) 🧐

  • ทำอะไร: มองหาว่าปัญหาคืออะไรกันแน่? เกิดขึ้นกับใคร? และต้องการผลลัพธ์แบบไหน?
  • ตัวอย่าง: “ฉันเมื่อยมือเวลาถือโทรศัพท์ดูคลิปตอนกินข้าว อยากได้ที่วางที่แข็งแรงและทำจากของเหลือใช้ในบ้าน”

2. รวบรวมข้อมูล (Gather Information) 📚

  • ทำอะไร: อย่าเพิ่งรีบทำ! ให้หาความรู้ก่อน ค้น Google, ดู YouTube หรือถามผู้รู้ ว่าคนอื่นเขาแก้ปัญหานี้กันอย่างไร มีวัสดุอะไรบ้างที่เราใช้ได้
  • ตัวอย่าง: ค้นหาคำว่า “DIY ที่วางโทรศัพท์” พบว่าทำได้จากกระดาษลัง, คลิปหนีบกระดาษ, หรือแกนทิชชู

3. ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (Design Solution) 📝

  • ทำอะไร: ใช้ความคิดสร้างสรรค์! วาดภาพร่าง (Sketch) ออกมาหลายๆ แบบ แล้วเลือกแบบที่ดีที่สุด ระบุว่าจะใช้วัสดุอะไร ขนาดเท่าไหร่
  • ตัวอย่าง: วาดแบบที่วางมือถือรูปสามเหลี่ยม โดยจะใช้ “กระดาษลัง” เพราะหาง่ายและตัดแต่งได้

4. วางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา (Planning and Development) 🔨

  • ทำอะไร: วางแผนลำดับขั้นตอน (ทำอะไรก่อน-หลัง) เตรียมเครื่องมือ แล้วลงมือสร้างชิ้นงานตามแบบที่วาดไว้
  • ตัวอย่าง: 1. เตรียมกรรไกร, กาว, กระดาษลัง 2. ตัดกระดาษตามแบบ 3. พับและประกอบร่าง

5. ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุง (Testing and Evaluation) 🧪

  • ทำอะไร: นำไปลองใช้จริง! ว่ามันแก้ปัญหาได้ไหม? ถ้ายังไม่ได้ ต้องแก้ตรงไหน?
  • ตัวอย่าง: * ทดสอบ: เอามือถือวางดู… อ้าว! มันล้มง่ายไป เพราะฐานเบา
    • ปรับปรุง: ตัดกระดาษมาเสริมฐานให้กว้างขึ้น หรือหาอะไรถ่วงน้ำหนักให้มั่นคง

6. นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา (Presentation) 📢

  • ทำอะไร: สรุปผลงานให้คนอื่นเข้าใจ บอกได้ว่าปัญหานี้แก้ยังไง จุดเด่นคืออะไร
  • ตัวอย่าง: โชว์ที่วางมือถือให้เพื่อนดู บอกว่า “นี่คือที่วางมือถือจากกล่องพัสดุเก่า ต้นทุน 0 บาท แต่แข็งแรงมาก!”

💡 สรุปสั้นๆ ให้จำแม่น (Cheatsheet)

  1. ปัญหาคืออะไร? (รู้เป้าหมาย)
  2. หาความรู้ (ไม่มั่ว)
  3. ออกแบบ (วาดแผน)
  4. ลงมือทำ (สร้างจริง)
  5. ทดสอบ/แก้ (ทำให้ดี)
  6. โชว์ผลงาน (บอกต่อ)

🎯 ภารกิจท้าทายความคิด (Mini Challenge)

ลองมองไปรอบๆ ห้องเรียนหรือที่บ้านตอนนี้ “มีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกไม่สะดวกสบายบ้าง?” ลองเขียนปัญหาลงในกระดาษ แล้วลองจินตนาการดูซิว่า ถ้าต้องผ่าน 6 ขั้นตอนนี้ เธอจะสร้างอะไรออกมาแก้ปัญหานั้น?

“วิศวกรที่ดี ไม่ใช่คนที่สร้างสิ่งที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือคนที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุดต่างหาก”

สไลด์สอน กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม

https://gamma.app/docs/1-5oe1l3cdbdupwwf

ใบงานที่ 5-6 วิศวกรน้อยนักแก้ปัญหา

เรื่องที่ 7-8 วิวัฒนาการของเทคโนโลยี

🌟 1. เทคโนโลยีคืออะไร? (Concept)

“เทคโนโลยี” คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (อาจเป็นชิ้นงาน หรือ วิธีการ) เพื่อนำมาใช้ แก้ปัญหา หรือ สนองความต้องการ ให้ชีวิตเราง่ายขึ้น สบายขึ้น

จำง่ายๆ: เทคโนโลยี = เครื่องมือแก้ปัญหาของมนุษย์


🤔 2. ทำไมเทคโนโลยีต้องเปลี่ยน? (สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง)

ของใช้รอบตัวเราเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไปเรื่อยๆ เพราะ 3 สาเหตุหลัก:

  1. แก้ปัญหาเดิม (Fix Problems): ของเก่าใช้งานยาก ช้า หรือไม่ทนทาน
    • เช่น เดินเท้ามันเหนื่อย ➡️ สร้างรถม้า ➡️ สร้างรถยนต์
  2. ความต้องการที่ไม่สิ้นสุด (Human Needs): มนุษย์อยากสบายขึ้น เร็วขึ้น สวยขึ้น
    • เช่น มีพัดลมแล้วเย็นดี ➡️ แต่อยากได้เย็นฉ่ำๆ เลยสร้างแอร์ (เครื่องปรับอากาศ)
  3. ความก้าวหน้าของวิทย์และวัสดุ (Science & Materials): เราค้นพบไฟฟ้า, พลาสติก, อินเทอร์เน็ต, หรือ AI ทำให้สร้างของใหม่ๆ ได้

⏳ 3. ตัวอย่างวิวัฒนาการ: การสื่อสาร (Communication)

ลองดูการเดินทางของ “การคุยกัน” จากอดีตสู่อนาคต

  • ยุคอดีต (Past): 🐦 นกพิราบสื่อสาร / เขียนจดหมาย
    • ข้อดี: ส่งข่าวได้ไกลกว่าตะโกน
    • ข้อเสีย: ช้ามาก (เป็นเดือนกว่าจะถึง), หายกลางทางง่าย
  • ยุคปัจจุบัน (Present): 📱 สมาร์ตโฟน (Smartphone)
    • ข้อดี: ส่งข้อความ/วิดีโอคอลหาคนอีกซีกโลกได้ใน 1 วินาที พกพาง่าย
    • ข้อเสีย: ต้องใช้เน็ต/ไฟฟ้า, สังคมก้มหน้า
  • ยุคแนวโน้มอนาคต (Future Trend): 🤖 โฮโลแกรม / เชื่อมต่อสมอง (Brain Interface)
    • สิ่งที่อาจเกิดขึ้น: คุยกันแบบเห็นภาพ 3 มิติลอยตรงหน้า หรือแค่คิดก็ส่งข้อความได้เลย

⚖️ 4. เหรียญสองด้านของเทคโนโลยี (ผลกระทบ)

การเปลี่ยนแปลงมีทั้งเรื่องดีและเรื่องที่ต้องระวัง

👍 ด้านบวก (Positive)👎 ด้านลบที่ต้องระวัง (Negative)
สะดวกสบาย: ประหยัดแรง ประหยัดเวลาขยะล้นโลก: ขยะอิเล็กทรอนิกส์ทำลายสิ่งแวดล้อม
รักษาชีวิต: การแพทย์ทันสมัย อายุยืนขึ้นความสัมพันธ์แย่ลง: คุยกันผ่านจอน้อยกว่าเจอหน้ากัน
การเรียนรู้: หาความรู้ได้ทั่วโลกแค่ปลายนิ้วความปลอดภัย: ข้อมูลส่วนตัวอาจรั่วไหล, มิจฉาชีพ

💡 บทสรุปสำหรับนักออกแบบรุ่นจิ๋ว

“เทคโนโลยีที่ดี ไม่ใช่แค่ ไฮเทคที่สุด

แต่ต้อง แก้ปัญหาได้จริง และ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม”

สไลด์สอน วิวัฒนาการของเทคโนโลยี

https://gamma.app/docs/1-fmjxef9chz17p26

หน่วยที่ 3 ผลงานออกแบบเทคโนโลยี

เรื่องที่ 9 การเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือ

1. รู้จัก “วัสดุ” (Materials)

ก่อนจะสร้างชิ้นงาน เราต้องรู้จักนิสัย (สมบัติ) ของวัสดุแต่ละชนิดก่อน เพื่อเลือกใช้ให้ถูกงาน

🪵 1.1 ไม้ (Wood)

  • ไม้ธรรมชาติ (ไม้จริง): แข็งแรง ลวดลายสวย แต่ ยืดหดตัวเมื่อโดนความชื้น และอาจโดนปลวกกิน
  • ไม้ประกอบ (ไม้อัด/ปาร์ติเคิล): ทำจากเศษไม้ผสมกาว ราคาถูก หาแผ่นใหญ่ได้ง่าย แต่ ไม่ทนน้ำ (เปื่อยยุ่ยง่าย)

🔩 1.2 โลหะ (Metals)

  • กลุ่มเหล็ก (Ferrous): แข็งแรงมาก รับน้ำหนักได้ดี แต่ เป็นสนิมง่าย (แม่เหล็กดูดติด)
  • กลุ่มไม่ใช่เหล็ก (Non-ferrous): เช่น อะลูมิเนียม (เบา/ไม่เป็นสนิม), ทองแดง (นำไฟฟ้าดี)

🥤 1.3 พลาสติก (Plastics)

  • เทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic): โดนความร้อนแล้วละลาย นำกลับมาหลอมใหม่ได้ (Recycle) เช่น ขวดน้ำ, ถุงพลาสติก, อะคริลิก
  • เทอร์โมเซต (Thermoset): แข็งแรง ทนความร้อนสูง หลอมใหม่ไม่ได้ (ถ้าโดนความร้อนจัดจะไหม้เป็นเถ้า) เช่น ปลั๊กไฟ, ด้ามจับกระทะ, จานเมลามีน

2. เลือก “เครื่องมือ” ให้ถูกงาน (Tools)

จำหลักง่ายๆ: “วัด -> ตัด -> เจาะ/ติด”

📏 กลุ่มเครื่องมือวัด (Measuring)

  • ไม้บรรทัด: วัดของชิ้นเล็ก ผิวเรียบ
  • ตลับเมตร: วัดระยะทางยาวๆ (เช่น ความกว้างห้อง, ความสูงโต๊ะ) หรือวัดของทรงกลมได้เพราะสายวัดมีความยืดหยุ่น
  • ฉากเหล็ก: ใช้วัดมุม 90 องศา หรือขีดเส้นฉาก

✂️ กลุ่มเครื่องมือตัด (Cutting)

  • คัตเตอร์: ตัดกระดาษ พลาสติกบาง โฟม
  • เลื่อยลันดา: ตัดไม้ (งานเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป)
  • เลื่อยตัดเหล็ก: ตัดท่อ PVC ตัดตะปู หรือตัดเหล็ก
  • เลื่อยฉลุ: ตัดไม้แผ่นบางให้เป็นลวดลายโค้งงอ

🔨 กลุ่มเครื่องมือติดยึดและเจาะ (Fastening & Drilling)

  • สว่าน: ใช้เจาะรู (ต้องเลือกดอกสว่านให้ถูกประเภท: ดอกเจาะไม้ / ดอกเจาะเหล็ก / ดอกเจาะปูน)
  • ไขควง: ใช้ขันสกรู/น็อต (ต้องเลือกหัวให้ตรง: ปากแบน (-) หรือ ปากแฉก (+))
  • กาว:
    • กาวลาเท็กซ์: ติดไม้, กระดาษ (แห้งช้า)
    • กาวร้อน: ติดพลาสติก, ยาง (แห้งเร็วมาก)
    • ปืนกาว: ติดงานประดิษฐ์ทั่วไป

3. หลักการเลือกใช้วัสดุ (Selection Principles)

เวลาจะสร้างอะไรสักอย่าง ให้คิดถึง 3 ข้อนี้เสมอ:

  1. ความเหมาะสมกับงาน (Function): เช่น ถ้าทำแก้วน้ำ ต้องใช้วัสดุที่ “กันน้ำ” และ “ทนความร้อน” (เซรามิก/สเตนเลส) ไม่ใช่ใช้กระดาษ
  2. ความคงทน (Durability): งานใช้ภายในหรือภายนอก? ถ้าวางตากแดดตากฝน ควรใช้อะลูมิเนียมหรือพลาสติกเกรดดี แทนที่จะใช้เหล็กหรือไม้อัด
  3. ความปลอดภัยและงบประมาณ (Safety & Cost): วัสดุต้องไม่มีคม ไม่เป็นพิษ และราคาเหมาะสมกับชิ้นงาน

💡 Trick ช่วยจำ! (Tips)

  • “เทอร์โมพลาสติก = เทียนไข” (โดนไฟแล้วละลาย หลอมใหม่ได้)
  • “เทอร์โมเซต = คุกกี้” (อบเสร็จแล้วแข็งโป๊ก เอาไปอบใหม่ก็ไหม้เลย หลอมไม่ได้)
  • “เหล็ก = สนิม” (ถ้าไม่อยากให้เป็นสนิม ต้องทาสีกันสนิม หรือใช้อะลูมิเนียมแทน)

สไลด์สอน วัสดุและเครื่องมือช่างพื้นฐาน

https://gamma.app/docs/-ikan47osu6w1phh

ใบงาน วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือช่าง

Scroll to Top