หน่วยที่ 1 เทคโนโลยีกับชีวิต
เรื่องที่ 1 ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
เคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมโทรศัพท์มือถือที่เราใช้ทุกวันนี้ มันถึงต่างกับโทรศัพท์บ้านรุ่นเก่าๆ ที่คุณปู่คุณย่าเราเคยใช้แบบคนละเรื่องเลย? จากที่ต้องใช้นิ้วหมุนๆ… กลายมาเป็นปุ่มกด… จนตอนนี้เป็นจอสัมผัส ทำได้ทุกอย่าง
➡️ ➡️
คำถามสำคัญคือ… “ทำไมมันถึงต้องเปลี่ยนล่ะ?” อยู่แบบเดิมไม่ได้เหรอ?
คำตอบก็คือ… เพราะมันมี “ปัจจัย” (Factors) หรือ “เหตุผล” บางอย่าง มาผลักดันให้คนเราต้องคิดค้นและพัฒนาของใหม่ๆ ตลอดเวลาครับ
ในคาบนี้ เราจะมาดูกันว่า 5 ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไป มีอะไรบ้าง
🚀 5 ปัจจัย ที่ทำให้เทคโนโลยีเปลี่ยนไป
1. เพราะ “เราอยากได้” (ความต้องการของมนุษย์) นี่คือเหตุผลง่ายๆ ที่สุดเลยครับ มนุษย์เรามีความ “อยาก” ไม่สิ้นสุด…
- อยากสื่อสารกับคนที่อยู่ไกลๆ ได้เร็วขึ้น (ไม่อยากรอจดหมายเป็นอาทิตย์) ➡️ ก็เลยเกิด “โทรศัพท์”
- อยากเดินทางไปที่ต่างๆ ได้เร็วขึ้น (ไม่อยากขี่ม้า) ➡️ ก็เลยเกิด “รถยนต์”
- อยากดูหนังที่บ้านเมื่อไหร่ก็ได้ (ไม่อยากรอทีวีฉาย) ➡️ ก็เลยเกิด “Netflix”
2. เพราะ “เราเจอปัญหา” (การแก้ปัญหา) หลายครั้ง เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นเพราะเราเจอปัญหาที่ต้องรีบแก้ครับ
- ปัญหา: ขยะพลาสติกล้นโลก ย่อยสลายยาก ➡️ เทคโนโลยีที่เกิด: “พลาสติกชีวภาพ” (ที่ย่อยสลายได้), “หลอดดูดน้ำจากกระดาษหรือพืช”
- ปัญหา: เกิดโรคระบาด (อย่างโควิด-19) คนออกจากบ้านไม่ได้ ➡️ เทคโนโลยีที่เกิด: “แอปประชุมออนไลน์” (Zoom, Google Meet), “แอปเรียนออนไลน์”
- ปัญหา: เกษตรกรรดน้ำพืชผักไม่ทั่วถึง เปลืองน้ำ ➡️ เทคโนโลยีที่เกิด: “ระบบน้ำหยด”, “โดรนเพื่อการเกษตร”
3. เพราะ “เราเก่งขึ้น” (ความก้าวหน้าของศาสตร์ต่างๆ) เมื่อมนุษย์เรา “รู้” อะไรใหม่ๆ หรือ “เก่งขึ้น” ในด้านวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ เราก็จะเอาความรู้นั้นมาสร้างของใหม่ๆ ได้
- พอเราค้นพบ “ไฟฟ้า” ➡️ เราก็สร้าง “หลอดไฟ”, “พัดลม”, “ตู้เย็น” ได้
- พอเรามี “อินเทอร์เน็ต” ➡️ เราก็สร้าง “เว็บไซต์”, “E-mail”, “Facebook” ได้
- พอเราเก่งเรื่อง “AI” (ปัญญาประดิษฐ์) ➡️ เราก็สร้าง “ChatGPT” หรือ “AI วาดรูป” ได้
4. เพราะ “สังคมเราเปลี่ยนไป” (ปัจจัยเศรษฐกิจและสังคม) วิถีชีวิตของคนในสังคมที่เปลี่ยนไป ก็บังคับให้เทคโนโลยีต้องเปลี่ยนตามครับ
- สังคม/เศรษฐกิจ: คนใช้ชีวิตเร่งรีบ ไม่มีเวลาทำกับข้าว, อยากได้ของเร็วๆ ➡️ เทคโนโลยีที่เกิด: “แอปสั่งอาหาร” (Food Delivery), “การซื้อของออนไลน์” (Shopee, Lazada)
- สังคม: ประเทศไทยมีผู้สูงอายุมากขึ้น อยู่บ้านคนเดียวเยอะขึ้น ➡️ เทคโนโลยีที่เกิด: “นาฬิกาอัจฉริยะ” (Smart Watch) ที่คอยวัดหัวใจ หรือแจ้งเตือนเมื่อผู้สูงอายุล้ม
5. เพราะ “เราต้องรักษ์โลก” (ปัจจัยสิ่งแวดล้อม) พอเราเริ่มรู้ว่าโลกกำลังแย่ ปัญหาสิ่งแวดล้อมมันรุนแรง เราก็ต้องสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยโลก
- ปัญหา: ภาวะโลกร้อน, น้ำมันจะหมดโลก, อากาศมีฝุ่น PM2.5 ➡️ เทคโนโลยีที่เกิด: “รถยนต์ไฟฟ้า (EV)”, “แผงโซลาร์เซลล์”, “กังหันลมผลิตไฟฟ้า”
สรุป 🎯 เทคโนโลยีมันไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะมนุษย์เรามีความ “อยาก” (ข้อ 1), มี “ปัญหา” (ข้อ 2), “เก่งขึ้น” (ข้อ 3), “สังคมเปลี่ยน” (ข้อ 4), และต้อง “ห่วงใยโลก” (ข้อ 5) นั่นเองครับ
สไลด์สอน ทำไมเทคโนโลยีถึงต้อง “เปลี่ยน”
https://gamma.app/docs/2-ys3f0t5wlik3gvo
ไฟล์ใบงานที่ 1
เรื่องที่ 2 ผลกระทบของเทคโนโลยี
คาบที่แล้วเรารู้แล้วว่า “ทำไม” เทคโนโลยีถึงเปลี่ยนไป
คาบนี้ เราจะมาตอบคำถามที่สำคัญมากๆ คือ… “แล้วพอเทคโนโลยีมันเปลี่ยน… มันดีกับเรา 100% เลยรึเปล่า?”
คำตอบคือ… ไม่จริงครับ
⚖️ “เหรียญสองด้าน”: ผลกระทบทางบวก และ ผลกระทบทางลบ
ให้นักเรียนจำไว้เลยว่า “ไม่มีเทคโนโลยีไหนที่มีแต่ข้อดี หรือข้อเสียอย่างเดียว”
มันเหมือน “เหรียญ” ที่ต้องมี 2 ด้านเสมอ เราเรียกสองด้านนี้ว่า “ผลกระทบ” (Impact) ครับ
- ผลกระทบทางบวก (Positive Impact) = ข้อดี, ประโยชน์
- ผลกระทบทางลบ (Negative Impact) = ข้อเสีย, โทษ
ลองมาดูตัวอย่างกันชัดๆ นะครับ…
ตัวอย่างที่ 1: “รถยนต์” 🚗
- ผลบวก (+):
- เดินทางได้เร็วขึ้น
- ขนของหนักๆ หรือคนเยอะๆ ได้
- สะดวกสบาย ไม่ต้องตากแดดตากฝน
- สร้างอาชีพใหม่ๆ (คนขับแท็กซี่, ช่างซ่อมรถ)
- ผลลบ (-):
- ทำให้รถติด
- เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
- ปล่อยควันพิษ ทำให้อากาศเสีย (PM2.5)
- ต้องใช้เงินเยอะ (ค่าน้ำมัน, ค่าซ่อม)
ตัวอย่างที่ 2 (ใกล้ตัวเราสุดๆ): “โซเชียลมีเดีย” (Social Media) 📱 อย่าง TikTok, Instagram, Facebook ที่เราไถๆ กันทุกวันเนี่ย…
- ผลบวก (+):
- ติดต่อกับเพื่อนหรือครอบครัวที่อยู่ไกลกันได้ง่าย
- รู้ข่าวสารได้รวดเร็วมากๆ
- เป็นพื้นที่แสดงความสามารถของเรา (เต้น, ร้องเพลง, วาดรูป)
- ใช้หาเงินได้ (ขายของออนไลน์, เป็น Youtuber, รับรีวิว)
- ผลลบ (-):
- มี “ข่าวปลอม” (Fake News) เยอะมาก
- โดนหลอกได้ง่าย (พวกมิจฉาชีพในแชท)
- เกิดการ “บูลลี่” กันในโลกออนไลน์ (Cyberbullying)
- ทำให้เรา “เสพติด” (หยุดเล่นไม่ได้) จนเสียการเรียน
- ทำให้เรา “เปรียบเทียบ” ชีวิตตัวเองกับคนอื่นที่ดูดีในเน็ต จนเครียด
🤔 แล้วเราจะเรียน “ข้อเสีย” ไปทำไม?
คำตอบคือ… เราเรียนเพื่อที่จะ “รู้เท่าทัน” มันครับ
ในฐานะที่เราเป็น “ผู้ใช้” ➡️ การรู้ข้อเสีย ทำให้เรา “ระมัดระวัง” ในการใช้มากขึ้น เช่น ไม่หลงเชื่อข่าวปลอม, ไม่เล่นจนดึกดื่น, ไม่ไปบูลลี่ใคร
และที่สำคัญที่สุด… ในฐานะที่เราเป็น “ผู้สร้าง” (ซึ่งเป็นหัวใจของวิชาออกแบบและเทคโนโลยี) ➡️ เราต้อง “คิดถึงข้อเสีย” พวกนี้ไว้ล่วงหน้า
สรุป 🎯 นักออกแบบเทคโนโลยีที่ “เก่ง” ไม่ใช่แค่สร้างของที่ “ล้ำ” หรือ “เจ๋ง” ที่สุด… แต่นักออกแบบที่ “ดี” คือคนที่ “คิดให้รอบด้าน” ว่าเทคโนโลยีที่เราสร้าง มันจะส่งผล “บวก” และ “ลบ” อะไรต่อคนอื่น ต่อสังคม และต่อโลกใบนี้บ้าง… เพื่อที่เราจะได้หาทาง “ป้องกัน” หรือ “ลด” ข้อเสียเหล่านั้นให้น้อยที่สุดยังไงล่ะครับ!
สไลด์สอน เทคโนโลยี : เหรียญสองด้านที่ต้องรู้ให้ทัน
https://gamma.app/docs/2-nihyt5knbjdfrre
ใบงานที่ 2 บวก-ลบ คิดให้รอบด้าน
หน่วยที่ 2 วัสดุ อุปกรณ์ทางเทคโนโลยี
เรื่องที่ 3 วัสดุพื้นฐานรอบตัว
1. โลกรอบตัวเราทำมาจากอะไรนะ?
ลองมองไปรอบๆ ตัวเราสิ โต๊ะ เก้าอี้ โทรศัพท์ เสื้อผ้า… ทุกอย่างล้วนทำมาจาก “วัสดุ” (Materials)
“วัสดุ” ก็คือ “เนื้อ” ของสิ่งของที่เรานำมาใช้สร้างนั่นเอง
ในฐานะนักออกแบบ การ “เลือกวัสดุ” ให้ถูกต้อง คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด! ลองนึกภาพถ้าเราสร้างร่มด้วยกระดาษ… มันคงพังตั้งแต่โดนฝนเม็ดแรกใช่ไหมล่ะ?
2. วัสดุศาสตร์ vs วัสดุวิศวกรรม (ต่างกันยังไง?)
เวลาพูดเรื่องวัสดุ เราจะได้ยิน 2 คำนี้บ่อยๆ:
- วัสดุศาสตร์ (Materials Science):
- เปรียบเหมือน: นักวิทยาศาสตร์
- หน้าที่: หาคำตอบว่า “ทำไม?” (Why?)
- “ทำไมเหล็กถึงแข็ง?” “ทำไมแก้วถึงเปราะ?” (เน้นการ “ค้นพบ” คุณสมบัติ)
- วัสดุวิศวกรรม (Materials Engineering):
- เปรียบเหมือน: วิศวกร หรือ นักออกแบบ
- หน้าที่: หาคำตอบว่า “อย่างไร?” (How?)
- “เราจะใช้เหล็กสร้างตึกสูงๆ อย่างไรให้ปลอดภัย?” “เราจะทำยังไงให้แก้วไม่แตกง่าย (เช่น จอมือถือ)?” (เน้นการ “นำไปใช้” สร้างของ)
3. วัสดุกลุ่มหลัก: โลหะ vs อโลหะ
โลกของเราแบ่งวัสดุหลักๆ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ที่มีนิสัยตรงข้ามกันเลย
🔩 กลุ่มที่ 1: โลหะ (Metals)
- สมบัติเด่น:
- แข็งแรง ทนทาน
- มันวาว
- ยืดได้ (ตีเป็นแผ่นหรือดึงเป็นเส้นได้)
- นำความร้อน และ นำไฟฟ้าได้ดี
- ตัวอย่าง: เหล็ก (ทำโครงสร้าง), อะลูมิเนียม (ทำกระป๋อง, เบา), ทองแดง (ทำสายไฟ)
🧱 กลุ่มที่ 2: อโลหะ (Non-Metals)
- สมบัติเด่น:
- ส่วนใหญ่จะ ไม่นำไฟฟ้า (เป็นฉนวน)
- ไม่มันวาว
- บางชนิดก็แข็งแต่เปราะ, บางชนิดก็ยืดหยุ่น
- กลุ่มนี้มันใหญ่มาก! เรามาดู 2 กลุ่มย่อยที่เจอบ่อยๆ กัน:
- 🎈 2.1 พอลิเมอร์ (Polymers):
- นึกถึง: พลาสติก และ ยาง
- สมบัติ: เบา, ยืดหยุ่นได้, เป็นฉนวนไฟฟ้าและฉนวนความร้อน (เราเลยใช้พลาสติกหุ้มสายไฟไง!)
- ตัวอย่าง: ขวดน้ำ, ยางรถยนต์, เสื้อผ้าไนลอน
- ☕️ 2.2 เซรามิก (Ceramics):
- นึกถึง: แก้ว และ เครื่องปั้นดินเผา
- สมบัติ: แข็งมาก, ทนความร้อนสูงมาก, เป็นฉนวนที่ดี… แต่ เปราะ (ตกแล้วแตก)
- ตัวอย่าง: จานชาม, กระเบื้องปูพื้น, แก้วน้ำ
- 🎈 2.1 พอลิเมอร์ (Polymers):
ในคาบนี้ เราได้รู้จักวัสดุพื้นฐานที่เป็น “ตัวเอก” รอบตัวเราแล้ว คาบหน้าเราจะไปดูวัสดุที่ “ล้ำกว่า” และ “มนุษย์สร้างขึ้น” กัน!
สไลด์สอน วัสดุศาสตร์ vs วัสดุวิศวกรรม
https://gamma.app/docs/vs-2-6x9rhn6g6yuiw63
กิจกรรม เกมทายคำวัสดุ
https://kujj.my.canva.site/btfcpcek824tr791
เรื่องที่ 4 กลไกและเครื่องมือช่างพื้นฐาน
🌟 ทำไมเราต้องใช้ “เครื่องกล”?
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงยกรถยนต์ด้วยแม่แรงได้? หรือทำไมเราเข็นของขึ้นทางลาดถึงเหนื่อยน้อยกว่ายกขึ้นตรงๆ?
คำตอบคือ… “การได้เปรียบเชิงกล” (Mechanical Advantage: M.A.)
🧠 สูตรลับฉบับช่าง

- W (Weight/Load): แรงต้าน หรือ น้ำหนักของวัตถุ
- E (Effort): แรงพยายาม หรือ แรงที่เราออก
ค่าตัวเลขบอกอะไรเราได้บ้าง?
- ถ้า M.A. > 1 (มากกว่า 1): เครื่องกลช่วย “ผ่อนแรง” (เราออกแรงน้อยกว่าน้ำหนักของ)
- ถ้า M.A. = 1: ไม่ผ่อนแรง แต่ช่วย “เปลี่ยนทิศทาง” ให้ทำงานถนัดขึ้น
- ถ้า M.A. < 1 (น้อยกว่า 1): ไม่ผ่อนแรง (กินแรง) แต่ช่วย “เพิ่มความเร็วหรือระยะทาง”
🛠️ เจาะลึก 6 เครื่องกลพื้นฐาน
1. รอก (Pulley) : วงล้อแห่งการยก
- 1.1 รอกเดี่ยวตายตัว: รอกติดอยู่กับที่ ดึงเชือกลง ของขึ้น
- ข้อดี: ช่วย เปลี่ยนทิศทางแรง ให้ทำงานสะดวก (ดึงลงง่ายกว่าดึงขึ้น)
- การผ่อนแรง: ไม่ผ่อนแรง (M.A. = 1)
- 1.2 รอกเดี่ยวเคลื่อนที่: รอกขยับไปพร้อมกับวัตถุ
- ข้อดี: ช่วย ผ่อนแรง 2 เท่า (M.A. = 2) ดึงเชือกยาวขึ้น แต่เบาแรงลงครึ่งหนึ่ง
2. คาน (Lever) : ไม้งัดทรงพลัง
ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ: E (แรงเรา), W (น้ำหนักของ), F (จุดหมุน)
- คานอันดับ 1 (F อยู่กลาง): เช่น กรรไกร, คีม, ไม้กระดก
- ผลลัพธ์: ผ่อนแรง หรือ เพิ่มความเร็ว (ขึ้นอยู่กับระยะห่าง)
- คานอันดับ 2 (W อยู่กลาง): เช่น รถเข็นทราย, เครื่องตัดกระดาษ
- ผลลัพธ์: ผ่อนแรงเสมอ! เพราะแรงเรา (E) อยู่ไกลจุดหมุนที่สุด
- คานอันดับ 3 (E อยู่กลาง): เช่น ไม้กวาด, แหนบ, ตะเกียบ, แขนคน
- ผลลัพธ์: ไม่ผ่อนแรง แต่ได้ระยะทางและความแม่นยำ
3. ล้อและเพลา (Wheel and Axle) : คู่หูหมุนวน
- แบบที่ 1 หมุนล้อ (ใหญ่) ไปขับเพลา (เล็ก): ช่วย ผ่อนแรง (เช่น ลูกบิดประตู, พวงมาลัยรถ)
- แบบที่ 2 หมุนเพลา (เล็ก) ไปขับล้อ (ใหญ่): ช่วย เพิ่มความเร็ว/ระยะทาง (เช่น พัดลม, ล้อรถยนต์)
4. พื้นเอียง (Inclined Plane) : ทางลาดพิชิตความสูง
- ยิ่งทางลาดยาว และชันน้อย = ยิ่งเบาแรงมาก
- ตัวอย่าง: ทางลาดคนพิการ, ไม้พาดท้ายรถกระบะ
5. ลิ่ม (Wedge) : สามเหลี่ยมผ่าโลก
- ใช้ตอกลงไปในเนื้อวัตถุเพื่อ “แยก” ออกจากกัน เปลี่ยนแรงตอกเป็นแรงดันออกข้าง
- ตัวอย่าง: มีด, ขวาน, สิ่ว
6. สกรู (Screw) : พื้นเอียงพันเกลียว
- คือหลักการพื้นเอียงที่พันรอบแกน ใช้เปลี่ยนแรงหมุนให้เป็นแรงกดหรือแรงยึดแน่น
- ตัวอย่าง: น็อต, แม่แรงกระปุก, สว่านเจาะไม้
🔍 วิเคราะห์เครื่องมือในบทเรียน
| เครื่องมือ/สถานการณ์ | ใช้หลักการของ | ทำหน้าที่ |
| 1. อุปกรณ์ขนย้ายวัสดุก่อสร้าง | รอกเดี่ยวตายตัว | เปลี่ยนทิศทางแรง (ดึงจากข้างล่าง ของขึ้นข้างบน) |
| 2. เครื่องตัดกระดาษ | คานอันดับ 2 | ผ่อนแรง (จุดหมุนอยู่หัว วางกระดาษตรงกลาง กดด้ามที่ปลาย) |
| 3. พัดลม | ล้อและเพลา | เพิ่มความเร็วลม (มอเตอร์หมุนเพลาเล็ก ใบพัดใหญ่หมุนตาม) |
| 4. ขนย้ายของขึ้นรถ | พื้นเอียง | ผ่อนแรง (ไม่ต้องยกตั้งฉาก เข็นขึ้นทางลาดแทน) |
| 5. สิ่ว | ลิ่ม | ผ่อนแรงในการแยกเนื้อไม้ (ตอกลิ่มลงไป) |
| 6. ตะปูเกลียว | สกรู | ยึดวัตถุให้แน่น (เปลี่ยนแรงหมุนเป็นแรงยึด) |
🛡️ ความปลอดภัยและการดูแลรักษา (Safety & Maintenance)
3 กฎเหล็กความปลอดภัย
- ตรวจสอบก่อนใช้: ด้ามจับหลวมไหม? สายไฟขาดไหม? ถ้าชำรุด ห้ามใช้เด็ดขาด
- แต่งกายให้พร้อม: งานเจาะ/ตัด ต้องใส่แว่นตานิรภัย งานร้อน/คม ต้องใส่ถุงมือ
- ใช้ให้ถูกประเภท: อย่าเอาประแจไปตอกตะปูแทนค้อน อย่าเอามีดไปงัดฝากระป๋อง
การดูแลรักษาเครื่องมือ (ยืดอายุการใช้งาน)
- ทำความสะอาด: เช็ดฝุ่น ขี้เลื่อย หรือคราบน้ำมันออกหลังใช้ทุกครั้ง
- กันสนิม: เครื่องมือโลหะ (คีม, สิ่ว, เลื่อย) ให้เช็ดด้วยน้ำมันจักรบางๆ
- เก็บเข้าที่: แยกประเภทให้ชัดเจน เครื่องมือมีคมต้องเก็บใส่ปลอกหรือวางในที่ที่ปลอดภัย
💡 Tips: “เครื่องกลที่ดี ไม่ใช่เครื่องกลที่แพง แต่คือเครื่องกลที่ถูกเลือกใช้ให้เหมาะกับงาน”
สไลด์สอน กลไกและเครื่องมือช่างพื้นฐาน
https://gamma.app/docs/2-n23drtz95z638t5
กิจกรรม กลไก เครื่องกล และเครื่องมือในการสร้างชิ้นงาน
https://kujj.my.canva.site/simple-machines-quiz
เรื่องที่ 5 เสียงและอุปกรณ์กำเนิดเสียง
1. เสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร? (Origin of Sound)
เสียงเกิดจาก “การสั่นสะเทือน” (Vibration) ของวัตถุ และต้องมี “ตัวกลาง” ในการเดินทางเสมอ
- ตัวกลาง: ของแข็ง, ของเหลว, ก๊าซ (อากาศ)
- ❌ ในสุญญากาศ (นอกโลก): เสียงเดินทางไม่ได้ เพราะไม่มีตัวกลาง
2. สูตรคำนวณที่ต้องรู้ (The Math)
ในงานเทคโนโลยี เราใช้ความรู้เรื่องเสียงมาคำนวณหาระยะทาง (เช่น เซนเซอร์ถอยหลังรถยนต์, หุ่นยนต์หลบสิ่งกีดขวาง)
สูตรพื้นฐาน:
v = s/t
- v = ความเร็วเสียง (ในอากาศประมาณ 340 m/s)
- s = ระยะทาง (เมตร)
- t = เวลา (วินาที)
🚨 จุดที่ต้องระวัง! (The Trap)
อุปกรณ์วัดระยะ (Ultrasonic Sensor) ทำงานโดยส่งเสียงไป “กระทบแล้วเด้งกลับ” (Echo)
เวลาที่วัดได้จึงเป็นเวลา ขาไป + ขากลับ
ดังนั้น ถ้าโจทย์ถามหาระยะห่างจากวัตถุ ต้องนำระยะทางที่คำนวณได้มา “หาร 2” เสมอ
สูตรหาระยะทางจริงของเซนเซอร์:
ระยะห่างจริง = (vxt)/2
3. อุปกรณ์ทำเสียงในงานเทคโนโลยี (Sound Devices)
ถ้าจะสร้างสิ่งประดิษฐ์ให้มีเสียง เราต้องเลือกใช้อุปกรณ์ให้ถูกประเภท ดังนี้:
| อุปกรณ์ | ลักษณะการทำงาน | เหมาะกับงานแบบไหน? |
| 1. Active Buzzer (บัซเซอร์แบบมีวงจร) | • ใช้ง่าย จ่ายไฟปุ๊บ ดังปั๊บ • สร้างเสียงได้แค่ “โทนเดียว” (ปี๊บบบบ) | ✅ สัญญาณกันขโมย ✅ สัญญาณเตือนภัย ✅ ปุ่มกดลิฟต์ |
| 2. Passive Buzzer (บัซเซอร์แบบไม่มีวงจร) | • เขียนโปรแกรมยากกว่านิดหน่อย • ต้องป้อนความถี่ (Note) เข้าไป • เล่นเพลง/ทำนองได้ | ✅ เสียงกริ่งประตู (Ding-Dong) ✅ เพลง Happy Birthday ✅ เสียงแจ้งเตือนเกม |
| 3. Speaker (ลำโพง) | • โครงสร้างซับซ้อน (มีแม่เหล็กและขดลวด) • คุณภาพเสียงดี พูดได้ ร้องเพลงได้ | ✅ หุ่นยนต์ AI ✅ ระบบประกาศ ✅ เครื่องเสียง |
4. ทำไมต้องมีเสียงในงานออกแบบ?
- แจ้งเตือน (Alert): เตือนเมื่อเกิดอันตราย (ไฟไหม้, ขโมย) หรือเตือนสถานะ (แบตหมด, error)
- ตอบสนอง (Feedback): ให้รู้ว่าระบบได้รับคำสั่งแล้ว (เสียงกดปุ่มคีย์บอร์ด, เสียงสแกนบัตรผ่าน)
- สื่อสาร (Communication): บอกข้อมูลด้วยเสียงพูด (GPS นำทาง, Google Assistant)
สไลด์สอน เสียงและอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดเสียง
https://gamma.app/docs/2-fb9fzaeg9w28el2
แบบฝึกหัดทบทวน การคำนวณเสียงและระยะทาง
สไลด์สอน ภารกิจพิชิต “เสียง” และการคำนวณ
https://gamma.app/docs/2-lco7c4j9o798m8o
เรื่องที่ 6 ไฟฟ้าและอุปกรณ์กำเนิดแสง
1. แสงสว่างเกิดขึ้นได้อย่างไร?
คือการเปลี่ยน “พลังงานไฟฟ้า” >> “พลังงานแสง” โดยมีพระเอกคือ:
- หลอดไส้ (Incandescent):
- หลักการ: กระแสไฟไหลผ่านลวด >> เกิดความร้อนสูง >> เปล่งแสง
- ข้อเสีย: ร้อนมาก กินไฟ ขาดง่าย (ปัจจุบันไม่ค่อยนิยม)
- หลอด LED (ไดโอดเปล่งแสง):
- หลักการ: กระแสไฟไหลผ่านสารกึ่งตัวนำ >> เปล่งแสง (ไม่ใช้ความร้อน)
- ข้อดี: ประหยัดไฟ ไม่ร้อน อายุการใช้งานยาวนาน
- จำไว้ว่า: LED มีขั้ว! (ต้องต่อบวกเข้าบวก ลบเข้าลบ ถึงจะติด)
2. การต่อวงจรไฟฟ้า (เลือกใช้ให้ถูกงาน)
| หัวข้อเปรียบเทียบ | แบบอนุกรม (Series) | แบบขนาน (Parallel) |
| ลักษณะการต่อ | “เรียงกันเป็นเส้นเดียว” (จับมือต่อกัน) | “คร่อมกัน/แยกคนละเลน” (เหมือนขั้นบันได) |
| ถ้าหลอดหนึ่งขาด | ❌ ดับทั้งวงจร (ไฟไม่ครบวงจร) | ✅ หลอดอื่นยังติดอยู่ (ทำงานอิสระ) |
| ความสว่าง | ยิ่งต่อเยอะ ยิ่งสว่างลดลง (แรงดันถูกแบ่ง) | สว่างเท่ากันทุกหลอด (แรงดันเท่ากัน) |
| เหมาะกับงาน | ไฟประดับ, ฟิวส์, สวิตช์ | ไฟบ้าน, ไฟถนน, เครื่องใช้ไฟฟ้า |
3. เขียนแบบยังไงให้รู้เรื่อง? (สัญลักษณ์พื้นฐาน)
ในการออกแบบ เราจะไม่วาดรูปเหมือนจริง แต่จะใช้ “สัญลักษณ์” แทน เพื่อให้เข้าใจตรงกันทั่วโลก
- เส้นตรง (___): แทน สายไฟ
- เส้นหยักฟันปลา (M): แทน ตัวต้านทาน
- ขีดสั้นยาว (- | | -): แทน แบตเตอรี่ (ขีดยาวคือขั้วบวก +, ขีดสั้นคือขั้วลบ -)
- วงกลมมีกากบาท (X): แทน หลอดไฟ
4. ความปลอดภัย (Safety First!) ⚠️
ก่อนลงมือทำ ต้องจำ 3 ข้อนี้ให้แม่น:
- ฉนวนต้องชัวร์: สายไฟต้องไม่มีรอยถลอกหรือทองแดงโผล่ออกมา
- มือต้องแห้ง: ห้ามจับอุปกรณ์ไฟฟ้าขณะมือเปียก เพราะน้ำเป็นสื่อนำไฟฟ้า
- เครื่องมือต้องถูก: ใช้คีมตัดสายไฟ ไม่ใช้กรรไกรหรือคัตเตอร์ (อาจพลาดบาดมือหรือไฟดูดได้)
💡 เกร็ดความรู้: หากเราต่อสายไฟบวกชนกับสายไฟลบโดยตรง โดยไม่ผ่านหลอดไฟ จะเรียกว่า “ไฟฟ้าลัดวงจร (Short Circuit)” จะเกิดความร้อนสูงและประกายไฟ เป็นอันตรายมาก! ห้ามทำเด็ดขาด!
สไลด์สอน แสงเกิดขึ้นได้อย่างไร
https://gamma.app/docs/-339g01r2oy1mkln
ใบงาน นักออกแบบแสง
หน่วยที่ 3 กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
เรื่องที่ 7 กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
🔍 1. คู่หูนักคิด : วิทย์ vs วิศวะ ต่างกันยังไง?
- 🧪 วิทยาศาสตร์ (Science)
- เป้าหมาย: เพื่อ “หาความรู้” และทำความเข้าใจธรรมชาติ
- คำถามหลัก: “ทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น?”, “เป็นเพราะอะไร?”
- ผลลัพธ์: ได้กฎ, ทฤษฎี, หรือความรู้ใหม่
- ⚙️ วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering)
- เป้าหมาย: เพื่อ “สร้างสิ่งของ/วิธีการ” มาแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ
- คำถามหลัก: “จะทำอย่างไรให้ดีขึ้น?”, “จะสร้างสิ่งนี้ได้อย่างไร?”
- ผลลัพธ์: ได้ชิ้นงาน, นวัตกรรม, หรือเทคโนโลยีใหม่
จำง่ายๆ: วิทยาศาสตร์คือการ “รู้” (Knowledge) | วิศวกรรมศาสตร์คือการ “ทำ” (Action)
🔄 2. กระบวนการทำงาน (The Process)
🔵 กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (5 ขั้นตอน)
- ระบุปัญหา: สงสัยอะไร? (เช่น ทำไมรากพืชถึงเน่า?)
- ตั้งสมมติฐาน: คาดเดาคำตอบล่วงหน้า (น่าจะเป็นเพราะน้ำเยอะไป)
- รวบรวมข้อมูล/ทดลอง: ลงมือพิสูจน์ (ลองปลูกพืชแบบน้ำมาก vs น้ำน้อย)
- วิเคราะห์ข้อมูล: ดูผลลัพธ์ที่ได้
- สรุปผล: สิ่งที่คิดไว้จริงไหม? ได้ความรู้อะไรเพิ่ม?
🟠 กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม (6 ขั้นตอน)
- ระบุปัญหา: จะแก้อะไร? (เช่น อยากรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ เพราะไม่มีเวลา)
- รวบรวมข้อมูล: หาความรู้ที่เกี่ยวข้อง (ระบบน้ำหยดทำงานยังไง? ใช้วัสดุอะไรดี?)
- ออกแบบวิธีการ: วาดแบบร่าง หรือวางแผน (วาดภาพระบบน้ำจากขวด)
- วางแผนและดำเนินการ: ลงมือสร้างตามแบบ (ตัดขวด ต่อสายยาง)
- ทดสอบและประเมินผล: ใช้ได้จริงไหม? (น้ำหยดเร็วไปไหม? ต้องปรับรูใหม่ไหม?)
- นำเสนอ: บอกต่อวิธีการแก้ปัญหา
🔗 3. ความสัมพันธ์ที่ขาดกันไม่ได้
“วิทยาศาสตร์สร้างความรู้ >> วิศวกรรมศาสตร์นำไปใช้สร้างของ”
- ตัวอย่าง:
- (วิทย์): ค้นพบว่า “อากาศร้อนลอยตัวสูงขึ้น อากาศเย็นไหลเข้ามาแทนที่”
- (วิศวะ): เอาความรู้นี้มาออกแบบ “พัดลมระบายอากาศ” หรือ “การออกแบบบ้านให้ลมโกรก”
💡 4. ตัวอย่างการแก้ปัญหาในชีวิตจริง
สถานการณ์: ห้องเรียนร้อนมาก นักเรียนไม่มีสมาธิเรียน
- ถ้าคิดแบบนักวิทยาศาสตร์: จะตั้งคำถามว่า “ทำไมห้องถึงร้อน?” (วัดอุณหภูมิ, ดูทิศทางแดด) $\rightarrow$ ได้คำตอบว่าแดดส่องช่วงบ่าย
- ถ้าคิดแบบวิศวกร: จะตั้งโจทย์ว่า “ทำอย่างไรให้ห้องเย็นขึ้น?” $\rightarrow$ นำความรู้เรื่องทิศทางแดดมา ออกแบบกันสาด หรือ ติดฟิล์มกรองแสง เพื่อแก้ปัญหา
❤️ ทำไมต้องเรียนเรื่องนี้? (Attitude)
การแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ช่วยให้เรา:
- แก้ปัญหาได้ตรงจุด ไม่ใช่การเดาสุ่ม
- ประหยัดเวลาและทรัพยากร เพราะมีการวางแผนที่ดี
- ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สามารถนำไปต่อยอดได้
สไลด์สอน คู่หูนักคิด วิทย์ vs วิศวะ ต่างกันอย่างไร
https://gamma.app/docs/2-43het73n4iywrtq
